Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate

Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate
แหล่งความรู้สำหรับผู้เริ่มต้นการเทรดค่าเงิน มาเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างถูกต้อง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเทรด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเทรด แสดงบทความทั้งหมด

เทรดตามระบบ VS เทรดแบบตัดสินใจด้วยตัวเอง






เทรดเดอร์ที่ตัดสินใจเทรดด้วยตัวเองมักจะมีวิธีการมองตลาดที่แตกต่างไปจากเทรดเดอร์ที่เทรดด้วยระบบที่สร้างขึ้นมา เขาจะมองตลาดในแต่ละวันด้วยวิธีต่าง ๆ กันไป การตรวจสอบปัจจัยต่างๆ จะมีมากกว่า การปรับตัวของเทรดเดอร์เหล่านี้ในแต่ละวัน ก็จะมีการปรับพฤติกรรมให้เข้ากันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในขณะนั้น จึงมีความเป็นอิสระมากในการเทรด เพราะสามารถมองตลาดแล้วตัดสินใจได้ว่าวันนี้ควรเทรดหรือไม่อย่างไร หรือว่ายังไม่ควรเทรดนั่งดูเฉย ๆ ไปก่อนก็สามารถทำได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่หนึ่งที่นักเทรดเหล่านี้มีติดตัวอยู่เสมอนั่นก็คือ เขาจะไม่ละเมิดกฎใด ๆ ที่ตั้งไว้ เพราะจากประสบการณ์ได้บอกนักเทรดแล้วว่าการไม่ละเมิดกฎเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุด

แต่ในขณะเดียวกันนักเทรดที่เทรดด้วยระบบ จะมีความเครียดน้อยกว่านักเทรดที่เทรดจากการตัดสินใจเอง เพราะไม่ต้องไปดูว่าตลาดมีแนวโน้มไปทางไหน ก็ในเมื่อนักเทรดได้สร้างระบบขึ้นมาแล้วก็เพียงรอสัญญาณเข้าสถานะเท่านั้น หรือหากใครเขียน EA ขึ้นมาใช้เองก็รอให้ Robot ทำงานก็เท่านั้น ซึ่งทุก ๆ การออกสถานะก็ย่อมต้องมีการตั้ง TP / SL ไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่แล้ว แต่หาก EA ตัวไหนไม่ได้ตั้ง SL เอาไว้ ก็ให้นักเทรดระมัดระวังให้จงหนัก และก็เลือกเอาว่าจะกำไรครั้งเดียวเป็นกอบเป็นกำ หรือจะล้างพอร์ตกันไปทีเดียวแบบวัดใจ แต่การเทรดไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ขนาดนั้น หากคุณคิดว่าเป็นการวัดใจอย่างหนึ่งนั่นก็แสดงว่าคุณไม่ได้ติดอาวุธในด้านความรู้ในการเทรดมาเลย เพราะคุณมองแนวโน้มของตลาดไม่ออกนั่นเอง

ข้อดีของหลักการเทรดแบบตัดสินใจด้วยตัวเองก็คือ นักเทรดจะสามารถเปิดใจให้กับโอกาสใหม่ๆ ได้เท่าที่ต้องการ แต่ข้อเสียก็คือการตัดสินใจของคนนั้นมีแนวโน้มที่จะผิดพลาดมาก เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นด้วยความโลภ หรือความหวาดกลัวจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาดอย่างรุนแรง ในส่วนนี้หากนักเทรดมีประสบการณ์น้อยก็อาจจะทำอะไรไม่ถูก ณ เวลานั้นได้ แต่หากผ่านประสบการณ์มาอย่างโชคโชนก็จะสามารถจัดการให้มันผ่านห่วงเวลาอันกดดันที่สุดไปได้ 

ในเรื่องของการสร้างผลกำไร นักเทรดที่ใช้ระบบในการเทรดมีแนวโน้มที่จะมีผลกำไรที่สม่ำเสมอมากกว่านักเทรดที่ตัดสินใจเอง ในทางกลับกันนักเทรดที่ประสบความสำเร็จในตลาดกลับเป็นนักเทรดอย่างหลังซะมากกว่า ไม่ว่านักเทรดจะเลือกใช้การเทรดอย่างไรก็ต้องเลือกใช้ให้เข้ากันกับจริตและอุปนิสัยของตัวเองด้วย ว่ากันว่าผู้ที่มีความสงบเยือกเย็นและคนประเภทย้ำคิดย้ำทำ มีแนวโน้มที่จะใช้ระบบในการเทรดมากกว่า และผู้ที่ชอบเป็นนักผจญภัย ชอบความตื่นเต้น ก็จะหันไปเทรดแบบใช้การตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งนี้อาจจะมีนักเทรดแบบผสมผสานเกิดขึ้นได้อีก เพราะใช้ทั้ง 2 อย่างในการเทรดไปพร้อม ๆ กัน อาจจะใช้วิธีการแยกพอร์ต แล้วมาดูผลลัพท์อีกทีว่าเป็นอย่างไร 

ทำไมจึงล้มเหลวในการเทรดครั้งแล้วครั้งเล่า





แท้จริงแล้วความล้มเหลวที่พบอยู่บ่อย ๆ สำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุน นักเทรดค่าเงินไม่ติดอาวุธทางความรู้มาด้วย เดินเข้าในตลาดแบบทื่อ ๆ เกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะว่าแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้มีมากมายเกินไป บ้างก็เป็นข้อมูลที่ผิด บ้างก็กึ่งผิดกึ่งถูก เพราะผู้ที่ให้ข้อมูลมานั้นก็ประมวลผลมาจากความคิดของตนเองซะส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามปัญหาทุกอย่างต้องแก้ไขได้ ขอให้นักลงทุนมีความเชื่อเท่านั้น หากคุณเชื่อมั่นว่าตัวเองจะแก้ไขปัญหาได้คุณก็จะมีแรงผลักดันที่จะทำมันต่อไป

เชื่อว่าการเทรดแล้วได้กำไรในระยะยาวเป็นไปได้
เมื่อคุณผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าจากการเทรด หรือจากการเล่นหุ้น แม้เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ก็ทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจ และคิดว่าตลาดเทรดนี้ไม่เหมาะกับคุณ แต่คุณไม่ได้มองอีกมุมหนึ่งว่าแล้วทำไมยังมีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในตลาดนี้ได้อีกจำนวนหนึ่ง เค้าคิด เค้าทำอย่างไร จึงสามารถมีความเชื่อและเทรดได้มาแล้วกว่า 10 ปี เป็นเรื่องที่คุณต้องหาคำตอบครับ แต่ที่แน่ ๆ เค้าเหล่านั้นผ่านการขาดทุนมาไม่น้อย และบ่อยกว่าที่คุณคิดเยอะครับ

เชื่อในการลงมือทำอย่างจริงจังแล้วจะสำเร็จ
ก่อนอื่นต้องถามตัวเองว่าคุณได้ลงมือทำอย่างจริงจังหรือยัง หมายถึงศึกษาอย่างจริงจัง และศึกษาได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญคุณให้โอกาสตัวเองมากน้อยแค่ไหน หากคุณหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกสิ่งอย่างในตลาดภายใน 1-2 เดือน หรือเข้าใจโดยอ่านหนังสือ 1-2 เล่มจบ แบบนี้ถือว่ายังไม่ผ่าน เพราะต้องประกอบกับการลงมือทดสอบด้วย การรับข้อมูลมาเป็นเพียงทฤษฏีเท่านั้น ต้องลงมือปฏิบัติอีกครั้งจากนั้นก็นำมาปรับให้เข้าจริตการเทรดของคุณอีกครั้ง บางทีคุณอาจค้นพบวิธีการทำกำไรที่เทรดเดอร์มืออาชีพไม่เห็นด้วย แต่คุณกลับทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามการเทรดแบบมีความสุข ไม่เครียดสำคัญที่สุด นักเทรดหลาย ๆ คนมีความเครียดในขณะเทรดในระดับสูงมากเพราะคาดหวังไว้มากว่าต้องมีกำไร ทำให้บรรยากาศในครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตรดูจะอึมครึม หากผลการเทรดออกมาว่าคุณมีกำไรบรรยากาศก็จะสนุกสนาน และหากไม่เป็นไปอย่างที่คิดคุณจะแสดงความเครียดออกมาในทุก ๆ ทางจนผู้คนรอบข้างไม่อยากจะอยู่ด้วยเลย เทรดเดอร์ก็เหมือนกับเราทำอาชีพหนึ่ง คือลงมือทำตามหน้าที่ พอเสร็จหน้าที่แล้วก็พักผ่อน มีส่วนไหนผิดพลาดก็นำกลับไปแก้ไขในวันพรุ่งนี้ต่อไป มีเท่านี้จริง ๆ ครับ


แม้คุณจะทำกำไรต่อเนื่องก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่พลาด






เชื่อว่านักเทรดหลาย ๆ ท่านต้องเคยมีช่วงเวลาในการทำกำไรต่อเนื่องกันมามาก เลยคิดต่อว่าการเทรดเป็นช่องทางทำเงินที่เร็วและง่าย บางทีง่ายกว่าการเล่นหวยอีก ได้เยอะกว่าด้วยซ้ำ เพราะเทรดได้แทบจะตลอดเวลา หลาย ๆ ครั้งก็เหมือนโชคเข้าข้างเพราะบางครั้งก็เข้า order ด้วยความไม่มั่นใจเท่าไร แต่กราฟก็กลับเป็นใจ ถูกทางจนทำให้เราได้เงินเข้ากระเป๋ากันอย่างง่ายดาย

เมื่อวันแห่งความโชคดีผ่านไป วันแห่งความเลวร้ายก็มาเยือน ไม่ว่าจะเข้าเทรดท่าไหนก็เป็นอันผิดทางไปซะหมด จากที่เคยคิดว่าได้เงินมาง่าย ๆ ความคิดกลับตาลปัตรทันที โทษทั้งตัวเอง โทษทั้งตลาด ถ้าฟังเพื่อนแล้วมาเทรดก็พาลจะโทษเพื่อนอีก ความคิดด้านลบต่าง ๆ ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนทำให้ไม่อยากเทรดไปอีกนานแสนนาน เพราะบางคนก็ต้องคิดหนักว่าจะหาเงินที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ย

นักเทรดทุกคนอยากทำกำไรให้ต่อเนื่องและยาวนานมากที่สุด มันเป็นเป้าหมายแรกของทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ต่างกันที่วิธีการเท่านั้น จุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ต่างกันระหว่างผู้ที่ทำกำไรต่อเนื่องได้จริง และผู้ที่ทำไม่ได้ก็คือจิตใจ ผู้ที่มีกำไรต่อเนื่องเค้าอาจจะไม่ได้มีกำไรทุกวัน เพราะบางวันตลาดก็ไม่มีจังหวะเหมาะ ๆ ให้เราเข้าเทรด พูดง่าย ๆ คือเค้ามองตลาดออกจึงไม่ให้ความโลภเข้าครอบงำ จนกระทั่งหลอกตัวเองว่า “เทรดได้ เทรดเถอะ กำไรแน่ ๆ” ซึ่งต่างจากผู้ที่กำไร 3 ตา ขาดทุน 10 ตา อย่างเห็นได้ชัด

หากพอตั้งสติได้แล้ว จะเห็นว่าเราสามารถศึกษาตลาดได้จากสถิติที่เราเทรดไว้ และหลาย ๆ คนกลับลืมจดมันหรือไม่ได้ให้ความสำคัญใด ๆ เลย เพราะคุณจะสนใจเพียงว่าวันนี้กำไร โชว์ยอด มีคนมาชื่นชมในความเก่ง คุณหลงใหลคำชื่นชม เทรดต่อ .. แต่พอขาดทุนติด ๆ กันหลายครั้ง สติเริ่มไม่ได้ และมุ่งมั่นว่าจะเอาเงินคืน โดยลืมยั้งคิดถึงเหตุผลว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ หรือคิดให้สะใจว่าจะแพ้จนหมดพอร์ตก็ให้มันรู้ไป ทีนี้ก็หมดพอร์ตจริง ๆ สมใจกันไปเลย

ในวันที่คุณพลาดคุณได้หยุดคิดอะไรบ้างหรือเปล่า เอาวิธีที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องขาดทุนที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องเข้ามาเทรด ถือเงินสดไว้เฉยๆ ดีกว่า ป้องกันได้ 100% หากคุณเคยได้ยินคำว่ากระแสเงินสดหมุนเวียนดีก็ตามนั้นเลย หากเทียบกับการทำกิจการ หากที่ใดมีกระแสเงินสดหมุนเวียนดีนั่นก็ให้ถือว่าเป็นกิจการที่มีสภาพคล่องสูง หากคิดแบบนี้อาจทำให้คุณสบายใจขึ้นมาได้บ้าง ยังก็ตามหากคิดจะเข้าเทรดอีกครั้งก็อย่าลืมทำการบ้านมาดี ๆ ด้วย และควรคิดมาล่วงหน้าเลยว่าคุณจะสามารถขาดทุนได้กี่ครั้ง


ไม่ได้อยากถือสถานะยาว แต่อยาก Day Trade จริงหรือ





การเทรดแบบ Day Trade ดูจะเป็นการเทรดที่นักเทรดส่วนใหญ่นำมาใช้ เพราะเข้าออกสถานะเร็ว แต่ไม่ง่ายเพราะต้องรอจังหวะที่แม่นจริง ๆ ในการทำกำไร นักเทรดหน้าใหม่มักจะเอาใจมาไว้ที่กราฟแทบจะตลอดเวลา เพราะยังไม่รู้ว่าตนเองชอบเทรดแบบไหนกันแน่ บ้างก็เทรดเพื่อต้องการกำไรแค่วันละ 5-10 uds บ้างก็คิดว่าเทรดสนุก ๆ ไป เพราะเอาเงินเย็นมาเทรด บ้างก็ต้องการหาประสบการณ์ในการลงทุนเพิ่มอีกทาง หรืออยากเรียนรู้ว่าตนเองเหมาะกับการเทรดแบบไหนกันแน่ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตนเอง

มีนักเทรดส่วนหนึ่ง ที่เข้ามาเทรดเพื่อความสนุกสนาน เทรดไปก็มีความฮาไปตามประสา แม้แต่ช่วงเวลาที่ขาดทุนก็ยังฮากันได้ไม่หยุด นั่นเป็นเพราะว่ามีเพื่อนที่ขาดทุนพร้อมกันในเวลานั้นอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังไงก็ตามเงินที่ขาดทุนกระเป๋าใครกระเป๋ามันนะครับ ผู้ที่ขาดทุนเงินเย็นก็อาจจะทำใจได้เร็วว่าผู้ที่ขาดทุนแล้วนำเงินร้อนมาเทรด แต่หากจะให้ออกความเห็นจริง ๆ ก็ที่ไม่แนะนำเลย เพราะศาสตร์แห่งการเทรดไม่ใช่ความสนุกสนาน เป็นศาสตร์ขั้นสูงเหมือนอาชีพ อาชีพหนึ่งที่ต้องการผู้ที่มีทักษะในการเทรดเข้ามาปะทะกันด้วยเหตุด้วยผล นอกจากนั้นแล้ว เรียกตัวเองว่า “แมงเม่า” เถอะครับ

นักเทรดแบบ Day Trade อาจจะต้องพกความตื่นเต้นเข้าสนามมากกว่านักเทรดระยะกลาง และระยะยาวเพราะคุณต้องหวั่นไหวกับการย่อตัวของราคาอยู่เสมอ และต้องตัดสินใจว่าจะเอากำไรเพียงเท่านี้ (ซึ่งอาจจะไม่มาก) หรือหากผิดทางก็ต้องคิดว่าตัดขาดทุนออกไปก่อนดีกว่า คือต้องคิดเร็ว ทำเร็ว ไม่เช่นนั้นพอร์ตของคุณจะมีโอกาสเสียหายสูงมาก ต่างกับนักเทรดระยะอื่น ๆ ที่อาจจะมองไกลเป็นสัปดาห์ว่าแนวโน้มจะไปทางไหนก็เชื่อมั่นไปตามนั้น ไม่ว่าราคาจะย่อตัวสักเท่าไรก็ตาม ก็ยังเชื่อมั่นว่ามันจะไปต่อตามนั้นได้ ซึ่งก็ต้องผ่านการศึกษาในส่วนอื่น ๆ กันมามากพอสมควร

หากคุณต้องการเป็นนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นแบบ Day Trade จริง ๆ ละก็ ลองถามตัวเองกันสักหน่อยว่าเหมาะกับคุณแล้วหรือไม่ เป้าหมายของการเทรดแบบจบในวันเดียว หรือในระยะเวลาสั้น ๆ จะสามารถตอบโจทย์ของคุณในระยะยาวได้หรือเปล่า และที่สำคัญมีช่องทางอีกมากมายที่จะสามารถให้คุณมีรายได้รายวันได้ด้วยนะ คุณลองดูรอบ ๆ ตัวคุณว่ามีอะไรบ้าง บางทีอาจจะทำให้คุณลดความเครียดกับการเทรดลงไปได้บ้าง และให้คิดว่าการเทรดเป็นอีกหนึ่งช่องทาง และมันไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตคุณ

คุณจัดการกับความผิดพลาดในการเทรดอย่างไร




เทรดเดอร์ที่ล้มเหลวมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง โดยสาเหตุที่พบเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือการโทษคนอื่นไว้ก่อนพอคิดได้ก็ค่อยมาโทษตัวเอง ที่คุณเหมือนจะโทษผู้อื่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าคุณเอาใจไปไว้กับที่ใดที่หนึ่งมากจนเกินไป เชื่อมั่นและนับถือจนทำให้มองข้ามข้อด้อยของสิ่ง ๆ นั้น การจูงใจคนในเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ มันกระทบกับความรู้สึกในด้านของความโลภโดยตรง ผู้ที่มีจิตใจหวั่นไหวก็อาจจะเอนเอียงไปได้ง่าย ๆ พอเกิดข้อผิดพลาดก็ออกแนวโทษสิ่งรอบตัวเอาไว้ก่อน พอจิตใจเริ่มนิ่ง เริ่มสงบก็ค่อยมามองตนเองอีกทีว่าจริง ๆ แล้วตัวเรานี่เองที่ไปเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป

เรามาดูว่ามีวิธีการจัดการกับปัญหาอย่างไร 
จดปัญหาออกมา
ในยุคที่พวกเราอาจจะห่างหายกับการจดบันทึกไปบ้าง ก็ลองหันกลับมาใช้มันดู สมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ พกติดตัวไว้ แล้วให้จดไว้เสมอว่าเราเทรดแล้วได้กำไรเพราะอะไร หรือเทรดแล้วขาดทุนเพราะอะไร ใน 1 วันผลการเทรดเป็นอย่างไร สรุปแล้วเราขาดทุนหรือว่ากำไร เราแหกกฎใดไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการ over trade ไม่ว่าจะกำไรแล้วไม่ยอมปิดสถานะ ขอต่อเวลาไปเรื่อย ๆ (แม้จะการต่อเวลาจะสร้างกำไรมากขึ้นก็ตาม)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร
หลาย ๆ ครั้งที่เราขาดทุนเราก็มักจะหาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเราไปเชื่อคนนี้ หรือลืมดูพอร์ตแต่ดันเปิดสถานะไว้ เอาเข้าจริง ๆ ในระหว่างการเทรดไม่ควรมีคำว่าลืมดูพอร์ตด้วยซ้ำไป ถ้าคุณคิดว่าคุณอาจจะลืมดูพอร์ตจริง ๆ ก็แล้วทำไม่ไม่ตั้งจุด stop loss เอาไว้ ทำไมปล่อยให้ลากไปจนเกือบเกลี้ยงพอร์ตอย่างนั้น ฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ไม่ว่าจะยังไงก็ตามคุณก็คือผู้ที่รู้ตัวเองดีที่สุดว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ ถึงแม้คุณจะบอกผู้อื่นอย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้ ลองซื่อสัตย์กับใจของคุณดูเองก่อน แล้วคุณจะค้นหาความบกพร่องนั้นได้

ค้นหาวิธีการแก้ปัญหา
ท้ายที่สุดเราก็ต้องมาแก้ปัญหากันอยู่ดี แต่จะด้วยวิธีการใดนั้นก็ต้องค่อย ๆ สรุปออกมาเป็นเรื่อง ๆ ไป ในเรื่องของการเทรดก็คงต้องให้ผู้มีประสบการณ์ในการเทรดเข้าช่วย เพราะคุณอาจจะมองหาวิธีแก้ด้วยตัวเองมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็อาจจะต้องหาใครสักคนไว้คอยแนะนำ ลองนำความผิดพลาดไปคุยให้กับเค้าฟังว่าคุณทำผิดพลาดอะไรมาบ้าง และต้องการแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปหรือต้องการทำให้มันดีขึ้น บางทีเค้าอาจจะช่วยแก้ปัญหาของคุณให้ถูกจุดก็อาจเป็นได้


หลักการเทรดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ






จากการศึกษาตามตำราต่าง ๆ มีสูตรสำเร็จมากมายที่จะสอนคุณให้รวยด้วยหุ้น หรือแม้แต่การเทรดค่าเงิน จริง ๆ แล้วความรู้ด้านต่าง ๆ สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ แต่ตลาดเทรดค่าเงินจะมีความผันผวนรุนแรงกว่าจะกินเงินในประเป๋าของนักเทรดมากกว่าตลาดหุ้น เรามาดูกันสักนิดว่ามีหลักการพื้นฐานใดบ้างที่นักเทรดควรรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการเทรด

อย่ามัวแต่เก็งกำไร เก็งขาดทุนด้วย
เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ที่นักเล่นหุ้น หรือนักเทรด เสียหายกันมากนักต่อนัก ก็เพราะ “ซื้อเป็นแต่ขายไม่เป็น” ท้ายที่สุดก็ขาดทุนกันระเนระนาด จุดนี้นักลงทุนจะพลาดกันอยู่บ่อย ๆ หุ้นขาดทุนไปแล้วมากกว่า 10% ก็ยังไม่ยอมขายทิ้ง จากขาดทุนน้อย กลายเป็นล้างพอร์ตกันเลยก็มี

อย่าหลงตลาดจนถอนตัวไม่ขึ้น
ตลาดจะมีจังหวะดีๆ ของมันอยู่นะ ถ้ารู้ว่าตลาดช่วงไหนเล่นไม่ได้ก็อย่าเข้าไปเล่น ถ้าขาดทุนไปแล้วก็อย่าได้ไปเอาชนะมัน เพราะยังไงก็ไม่มีใครเอาชนะตลาดได้หรอก มีแต่เอาชนะใจตัวเอง ก็ในเมื่อไม่มีวอลลุ่มแล้ว ก็อย่าได้ฝืนนั่งมองเฉย ๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน

ระเบียบวินัยต้องมีไว้อย่าได้ขาด
นักเทรดทั้งหลายจะมาตกม้าตายกันเอาก็เพราะไร้ซึ่งระเบียบวินัยนี่แหละ จากการศึกษาหุ้นส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวระหว่างแนวรับกับแนวต้าน พอขึ้นไปชนแนวต้านไม่ผ่านก็ลงมาที่แนวรับ จนกว่าแรงขายจะอ่อนแรงแล้วมันก็จะเข้าช่วยไซต์เวย์ออกด้านข้าง อีกสักพักก็จะมีคนเข้ามาเล่นรอบใหม่เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ  อย่ากลัวว่าจะซื้อไม่ทันเพราะไม่แน่ว่าอาจจะเป็นจังหวะติดดอยไปแล้วก็ได้ เพราะเผอิญว่าไม่ได้ดูข้อมูลมาก่อน หุ้นมันขึ้นมานานระยะหนึ่งแล้ว นักลงทุนควรรอให้มันปรับตัวก่อนแล้วค่อยเข้า ถ้าเข้าไม่ได้ ก็ไปดูตัวอื่น ๆ ก่อนก็ได้ หลักการคิดไม่ต่างกันเลย ขออย่างเดียวมีระเบียบวินัยตลอดการเทรดก็พอ

หุ้นมีหลายตัวเลือกศึกษา 2-3 ตัวก็พอแล้ว
การศึกษาใด ๆ ต้องอาศัยเวลา หุ้น 1 ตัว หรือค่าเงิน 1 คู่ ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน แรกเริ่มเลยก็ค่อย ๆ ศึกษาไปทีละอย่าง อย่าเอาหลาย ๆ อย่างมารวมกัน ฟังจากที่ไหนมาก็อย่าเพิ่งไปเชื่อในทันที่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป หุ้นหลายตัวสังเกตง่ายราคาจะวิ่งระหว่างแนวรับกับแนวต้าน พฤติกรรมของหุ้นเก็งกำไรหลักการสำคัญก็คือให้ดูแนวรับแนวต้าน แล้วก็ดูวอลุ่มประกอบเวลาดูแนวโน้มตลาดก็ง่ายๆ ดูเป็นขั้นๆ ไปเช่น 1000 จุดผ่านได้ไหม ผ่านไม่ได้ก็มาดูที่ 995 จุด ถ้าหลุดก็มาดูต่อที่ 990 จุด ถ้ารับไม่อยู่อีกก็มาดูที่ 800 ต่อไปเรื่อย ๆ  ข้อมูลพวกนี้เราต้องทำการบ้านมาด้วยไม่ยากเกินไป ถ้าแนวรับรับไม่อยู่ก็ต้องหายแต่หากผ่านไปได้เราก็เข้าเทรดต่อ หากจังหวะดี ๆ ก่อน ตามไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะเห็นตลาดเอง


บริการพอร์ตของคุณ ก่อนที่จะนึกถึงกำไร





อารมณ์ที่กระหายเงินเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกของนักเทรดได้อย่างดีเยี่ยม นักเทรดมือใหม่มักจะรีบร้อนส่งคำสั่งการซื้อขายออกไปอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะความรู้สึกตื่นเต้น จนขาดการคิดวิเคราะห์ถึงแนวโน้มและปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่าง ต่อมาอีกไม่นานนักเทรดก็จะพบว่าตลาดได้มอบบทเรียนแสนแพงให้กับนักเทรดเข้าซะแล้ว นักเทรดมืออาชีพคนหนึ่งเคยบอกว่าการเทรดให้ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะต้องใช้เวลาจำนวนมากในแต่ละวันไปกับการทำความเข้าใจอย่างหนักในการตรวจสอบข้อมูลของตลาด และจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

อีกช่องทางที่นักเทรดจำเป็นต้องทำก็คือ จดบันทึกประวัติการเทรดไว้ให้มากที่สุด ดูแล้วเป็นเรื่องที่เสียเวลามาก แต่ก็อยากให้นักเทรดจดไว้กันนะครับ ไม่เช่นนั้นนักเทรดจะลืมเองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมากำไรหรือขาดทุนเพราะอะไร แล้วจะไปแก้ไขได้ที่ไหน หากนักเทรดไม่จดแต่กลับเดินไปข้างหน้าอยู่เรื่อย ๆ เดินสะเปะสะปะเรื่อย ๆ ผิดทางก็มองไม่ออก ถูกทางก็ได้มาแบบฟลุ๊ค ๆ สรุปแล้วต้องจ่ายค่าความขี้เกียจเป็นเงินจริงแบบล้างพอร์ตไปเลยก็มี

ในขณะที่เราเทรดอยู่นั้น นักเทรดอย่าเพิ่งไปคิดถึงยอดเงินในระหว่างการเทรด เอาแค่ว่าเทรดยังไงให้ได้กำไรก่อน กำไรมากน้อยก็ค่อยมาว่าอีกที นักเทรดควรมุ่งเน้นความสนใจไปที่การบริหารการเทรดของคุณว่าคุณเทรดอย่างไรจึงเกิดผลกำไรขึ้นมาได้ ให้คุณจำเอาไว้และเทรดในจุดนั้น ๆ เรื่อย ๆ พร้อมกับจดเอาไว้ด้วยว่ากำไร / ขาดทุน อย่างไหนมากกว่ากัน ความรู้สึกกระวนกระวายหรือตื่นเต้นไปกับชัยชนะหรือการขาดทุนต้องไม่เกิดขึ้นในขณะเทรด เพราะมันจะทำลายกฎทุกอย่างของคุณจนหมดสิ้น ให้คุณเทรดไปเรื่อย ๆ ตามแผนจนกว่าจะจบแผนงาน ผลเป็นอย่างไรก็นำมาวิเคราะห์ต่อไปอีกครั้ง

เป้าหมายของนักเทรดมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จก็คือ การไปให้ถึงจุดที่ดีที่สุดของตัวนักเทรดเองไม่ใช่จุดที่ดีที่สุดของใครทั้งนั้น นักเทรดที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดจะสามารถจัดการกับการเทรดแต่ละครั้งให้เหมือนกับว่ามันเป็นการทำงานอย่างจริงจังอย่างมีสติโดยปราศจากความมักง่ายหรือการลดขั้นตอนใด ๆ ลง หากนักเทรดสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้แล้ว ก็ค่อยมาดูกันต่อที่ผลของกระบวนการว่าให้ผลเป็นอย่างไร กำไรหรือขาดทุน


มีเงินแต่ขาดความรู้ เทรดยังไงก็ขาดทุน





นักเทรดหลายคนเข้าใจผิดว่าเตรียมเงินในพอร์ตให้มาก ๆ เข้าไว้ เผื่อโดนลากจะได้ทนได้นาน ๆ ถึก ทน ไว้ก่อนเป็นดี จึงทำให้เติมเงินในพอร์ตรัว ๆ เพียงหวังใจว่าเดี๋ยวกราฟวิ่งกลับมาก็กำไรแล้ว รออีกนิด รออีกหน่อย เงินไม่พอเติมเข้าไปอีก เอาให้พอ (แค่เขียนบทความกับการเทรดลักษณะนี้ยังเหนื่อยแทนเลยครับ)

แบบนี้เสียดายเงินมาก ๆ เลย มีเงินแต่ขาดความรู้ ขาดวินัยในระดับสูง เทรดยังไงก็เจ๊งไม่วันหนึ่งก็วันใดอยู่ดี แต่ไม่เป็นไรคือเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับนักเทรดไม่บ่อยครั้ง เพียงแต่นักเทรดอาจจะไม่อยากสูญเสียเงินก้อนนี้ไปและยังพอมีทุนที่จะเติมเงินเข้าพอร์ต เพื่อไปรักษาพอร์ตนี้เอาไว้ก่อนเท่านั้น และคิดเพียงแค่ว่า ขาดทุนให้น้อยกว่านี้อีกสักนิด หรือเพียงแค่เท่าทุนก็พอใจแล้ว จากนั้นเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนกับนักเทรดเองและมันจะไม่เกิดขึ้นแบบนี้อีก จากนี้ไปก็เพียรหาความรู้เพิ่มเติมให้มากที่สุด

ดีใจด้วยกับนักเทรดที่เหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม สามารถเปลี่ยนความคิดนักเทรดได้ เพราะนั่นจะทำให้คุณยืนนอยู่ในตลาดนี้ได้ต่อไป แหล่งความรู้มีอยู่ทั่วไป เช่น ข่าวสารต่างๆ เรียกได้ว่าออกมาเป็นรายชั่วโมงกันเลย  ความรู้ตามเว็บบอร์ด หรือในยุคนี้ก็จะเป็นกลุ่ม chat line หรือกลุ่ม FB และบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ที่บอกว่าใช้ได้คือ การนำมาวิเคราะห์ต่ออีกครั้งในรูปแบบของเราได้ แต่บางทีนักเทรดหน้าใหม่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกับเทคนิคที่ลึกซื้งมากนัก อาจจะทำให้เครียดได้เช่นกัน ก็เลือก ๆ เสพกันสักนิด

แต่มีนักเทรดกลุ่มหนึ่งคือจะไม่ค่อยสนใจกับเสพข่าวต่าง ๆ เหล่านี้มากนัก เพราะเค้าคิดว่ายิ่งฟังมาก อ่านนักวิเคราะห์มาก ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ อยู่ดี จึงใช้เวลาที่มีในยามว่างทั้งหมดทุ่มไปกับการคิดค้นหาระบบของตนเองมากกว่า บางคนก็เจอระบบของตัวเองจริง ๆ แต่นักเทรดก็จะไม่ค่อยออกตัวมากเท่าไร เพราะคิดว่าระบบที่เจอไม่ได้เทพอะไรเลย เพียงแค่เข้าใจการให้สัญญาณของอินดิเคเตอร์ หรืออ่านกราฟแท่งเทียนให้ออกก็ทำกำไรวันละเล็กละน้อยได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจะคิดพียงว่าเขาเป็นนักเทรดตัวเล็ก ๆ หน้าใหม่ใจสู้ จะป่าวประกาศว่าตนเองเทพก็ไม่ใช่ที่เท่าใด เทรดเงียบ ๆ เรียบง่ายจะดีที่สุด

การมีเงินมาก ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าจะเทรดได้อย่างสบายใจ แต่การมีความรู้มากต่างหากจะการันตีได้ว่าคุณจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม และถึงแม้ว่าคุณจะขาดทุนบ้างก็ตาม คุณก็จะมีกำลังใจและมองตลาดเทรดในมุมบวกได้มากขึ้นไปอีกด้วย เพราะแท้จริงแล้วตลาดไม่ได้ทำอะไรนักเทรดเลยนะ แต่นักเทรดต่างหากที่ขาดความรู้ความเข้าใจ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อย ๆ เท่านั้นเอง

คิดจะเป็นนักเทรดต้องใจเย็น





ความใจเย็น จะทำให้นักเทรดเฝ้ารอได้ จริง ๆ แล้วก่อนที่จะเข้ามาในตลาดการเทรดค่าเงินจนกระทั่งเปิดพอร์ตเทรดได้จริง คุณอาจจะต้องใช้เวลานานเป็นปีเลยทีเดียว เพราะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในแต่ละตลาดมีวิธีการเทรดอย่างไร

หากคุณสนใจการเทรด binary option ก็ต้องเข้าใจวิธีการเทรดก่อน เพราะว่าจะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น หากคุณกด call หรือ put ก็จะมีเวลาในการทำกำไรเข้ามากำหนด เวลาก็จะนับถอยหลังไป จนกระทั่งหมดเวลา หากนักเทรดเข้าสัญญาถูกทางก็เป็นอันรับกำไรเข้ากระเป๋ากันไป แต่หากขาดทุนก็สามารถหาจังหวะเข้าเทรดได้อีกครั้ง แต่ในรายละเอียดจะมีมากกว่าที่กล่าวมาแล้วนี้ มิใช่เพียงการกด call หรือ put เท่านั้น หากนักเทรดสนใจในการเทรด binary option จริง ๆ ก็ให้เริ่มศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าทำไมจึงมาเป็น binary option วิธีการเทรด ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ก็จะทำให้นักเทรดประสบความสำเร็จได้ จะเห็นได้ว่ากว่าจะทำความเข้าใจในส่วนต่าง ๆ เพียงแค่เบื้องต้นก็ดูจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ในการศึกษากันเลยทีเดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องใจเย็น ๆ เข้าไว้

มาถึงตลาดใหญ่ที่สุดของการเทรดค่าเงินกันบ้างนั่นคือ ตลาด forex นักเทรดเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่า ตลาดนี้คืออะไร แล้วทำไมนอกจากการเทรดหุ้นแล้ว ถึงมีการเทรดค่าเงินด้วย ที่เราได้ยินมาว่าเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเป็นอย่างไร ลักษณะไหนกันแน่ แล้วจะมีวิธีการใดที่จะลดความเสี่ยงนั้นลงได้ จนทำให้เราสามารถทำมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับเรา นอกจากกดออก order แล้วรอรับกำไร (หรือขาดทุน) ยังมีเครื่องมือใดอีกบ้างที่จะมาเป็นตัวช่วยให้การเทรดของเราง่ายขึ้น ที่เค้าว่ากันว่าต้องมีวินัย , ต้อง MM , ต้องควบคุมความโลภ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ยังจะรวมไปถึงการ copy trade และการใช้ ea ตัวช่วยในการเทรดอีก เป็นต้น

มาจนถึงตรงนี้แล้ว ดูจะต้องใจเย็นจริง ๆ แล้วใช่หรือไม่ เกาะขอบสนามเก็บรายละเอียดไปก่อนก็ได้ครับ ค่อย ๆ ศึกษาไปทีละอย่าง เดิมทีอาจใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกมส์ ฟังเพลง ดูหนัง ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นหนังสือการเทรดดี ๆ สักเล่มเพื่ออ่านทำความเข้าใจในส่วนต่าง ๆ ไปก่อน หากอ่านแต่ตัวหนังสือแล้วมองไม่ออก สมัครเปิดพอร์ตเทรดโดยการใช้ demo ไปก่อนก็ยังได้ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าใจมันมากขึ้นว่าแท่งเทียนลักษณะไหน หมายถึงอะไร บอกอะไร หรืออินดิเคเตอร์ตัดกัน 2 เส้น ให้เข้า order ได้ แต่ระวังสัญญาณหลอกเป็นยังไง สักพักจะค่อย ๆ เข้าใจไปเองครับ

สำคัญมาก ๆ ในเรื่องของการเงิน ระหว่างที่คุณกำลังเริ่มต้นศึกษาในส่วนต่าง ๆ ก็จะพอมองออกว่าต้องมีการกำหนดเงินทุนในการเทรดด้วย และทุก ๆ ตำราก็จะบอกว่าต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น เงินที่หากเกิดการขาดทุนขึ้นมา คุณก็ไม่เดือดร้อน และสามารถคิดบวกได้ว่า นั่นคือค่าความรู้ คุณอาจจะกลับไปทดลองระบบกับ demo ใหม่ก่อนก็ได้ หรือคิดว่าสามารถแก้ไขในจุดบกพร่องได้แล้ว จะเทรดต่อด้วยเงินจริงก็เอาที่สะดวกได้เลย

เงินเย็น ผนวกกับใจเย็น ผลน่าจะออกมาดีกว่า เงินร้อน ผนวกกับใจร้อน นะครับ

เคยไหม๊ ถือขาดทุนได้นาน แต่กำไรรีบโกย




เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านจุด ๆ นี้มาแล้ว เพราะไม่ยอมตั้งจุดขาดทุนเอาไว้ คือไม่อยากขาดทุนใด ๆ เลย ก็เลยทนถือขาดทุนเอาไว้จนกว่ากราฟจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งในกรณีนี้หากมีเงินทุนในพอร์ตน้อยก็มีสิทธิ์ล้างพอร์ตกันไปง่าย ๆ แต่หากใครที่ทุนหนา จะอยู่รอก็ไม่ว่ากัน ถือว่าเป็นเทคนิคของท่าน

เป็นธรรมชาติของนักเทรดเพราะต่างก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรแน่นอน โกยเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อนเป็นอันอุ่นใจ แต่ทำไมกันนะ เวลาที่ขาดทุนกลับไม่ยอมปิดทนถือ order ไว้แล้วเฝ้ารอได้ ขนาดข้ามวันข้ามคืนก็ยังทนถือกันไป สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่านักเทรดไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเทรดสักเท่าไหร่ เพราะหวังเพียงว่าจะเข้ามาทำกำไรเท่านั้น ได้น้อยก็เอา ได้มากยิ่งดี แต่เสียหรือขาดทุนจะไม่ยอม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดหลักการเทรดที่ถูกต้องไปค่อนข้างมาก

Cut loss ไปเถอะครับ ถ้าจะให้ดีก็ตั้งจำนวนขาดทุนไว้เลย ตั้งไว้ที่ 10$ ขาดทุนได้เท่านี้ ก็คือเท่านี้ เงินทุนที่เหลือก็สามารถนำมาสร้างกำไรได้ใหม่ในครั้งหน้า แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าไปเอาคืนในตอนนั้น เพราะอารมณ์ของนักเทรดจะเริ่มไม่ได้แล้ว ยิ่งใครนำเงินร้อนมาลงทุนยิ่งต้องตระหนักในเรื่องของการบริหารจัดการการเงิน และความโลภให้มาก ๆ 

การตัดขาดทุนไม่ได้เป็นความพ่ายแพ้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยในการเทรด การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องชนะในทุก ๆ ไม้ แพ้บ้างก็ได้ไม่เห็นเป็นไร เพราะมันก็เป็นธรรมชาติของการเทรดค่าเงิน แต่คนที่แพ้จนหมดเนื้อหมดตัว แถมยังก่อหนี้สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและครอบครัวนี่ซิ!! เข้าข่ายนักพนันเลยทีเดียว เพราะคงจะจัดหนัก จัดเต็มไม่เบาในแต่ละไม้ กะว่าได้เงินจากการเทรดวันนี้แล้วจะสบายไปทั้งเดือนได้เลย

จะเห็นได้ว่าการพูดคุยกันในกลุ่มนักเทรดส่วนใหญ่ ก็จะมีหลากหลายคลื่นความคิด 
  • บ้างก็เก็บกำไรสั้น ๆ  สบาย ๆ ใครได้มาก ได้น้อยไม่สนใจ เอาเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อน
  • บ้างก็ถือยาว ๆ ด้วยความที่กราฟเป็นเทรน์จึงยังไม่ปิด order 
  • บ้างก็ทนไม่ไหว ตัดขาดทุนไปซะดีกว่ารักษาต้นทุนไว้
  • บ้างก็อึด ถึก เงินทุนเยอะ ถือขาดทุนไว้ก่อน รอดูสถานการณ์สักพัก
จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายเหลือเกินในการแก้ทาง หรือแก้ปัญหา เทรดเดอร์ที่ยังหาวิธีการของตนเองไม่เจอมีมากกว่าคนที่รู้วิธีการเทรดแล้วเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเลือกรับรู้ข่าวสารหรือข้อมูลก็ต้องมีสติให้มากด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามความมุ่งมั่นและหมั่นหาความรู้จะทำให้นักเทรดประสบความสำเร็จในหนทางของตนได้ในสักวัน

การถือผลขาดทุนเอาไว้นาน ๆ เพื่อที่จะชนะตลาดดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลย เอาชนะใจตัวเองตัดใจซะก่อน หมั่นฝึกฝนต่อไป และอยู่รอดในตลาดการเทรดค่าเงินให้ได้ยาวนานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าครับ

นักเทรดแบบ Day Trade จะวิเคราะห์กันอย่างไร






เนื่องจากการเทรดค่าเงินเป็นตลาดของต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงควรรู้ว่าตลาดในแต่ละคู่เงินเปิด - ปิดตอนกี่โมง เพราะจะทำให้ไม่เสียเวลานั่งเฝ้ากราฟกันทั้งวันทั้งคืน เพราะในช่วงเวลาที่ตลาดปิดกราฟก็จะไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ จะนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น จนตลาดเปิดและมีแรงของสภาวการณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบจะทำให้มีความเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง

นักเทรดแบบ day trade ก่อนที่จะเข้าเทรดอาจจะเช็คแนวโน้มของวันก่อน ว่าวันนี้แนวโน้มของคู่เงินนั้น ๆ อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หรือขาลง และตัดสินใจหาจังหวะเข้าเทรดกันอีกที แนวโน้มจะบอกอะไรเรา ? มันจะบอกว่า ถึงแม้ว่าในระหว่างวันอาจมีการเปลี่ยนทิศทางไปบ้างแต่อย่างไรแล้วโดยทฤษฎีก็จะกลับเข้ามาอยู่ในแนวโน้มเดิม จนกระทั่งเดินทางไปถึงจุดกลับตัว ซึ่งต้องระวังกันให้มาก เพราะนักเทรดอาจคิดว่าราคาอาจจะไปได้อีก แต่เอาเข้าจริง ๆ กราฟได้เปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ต้องหาทางออก order ให้ทัน หรือไม่ก็ cut loss ออกไปก่อนได้เลยแล้วค่อยหาจังหวะเข้าทำกำไรกันใหม่

ความยากมันอยู่ที่จุดตัดสินใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะใช้การคาดการณ์ของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็คงไม่ได้ ดีไม่ดีเข้า order กันคนละกรอบเวลา ก็ทำให้เห็นกราฟไม่เหมือนกันแล้ว การเทรดแบบ day trade เป็นการเทรดด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไม่มากในแต่ครั้ง เพราะจะเข้า order เฉพาะจังหวะที่นักเทรดได้คิดไว้แล้วเท่านั้น และจะไม่ถือกันยาว แค่เพียงเห็นว่ามีผลกำไรพอประมาณแล้วก็ปิด order ออกได้เลย เพราะตามธรรมชาติกราฟจะมีการย่อตัวเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะย่อแล้วกลับไปทิศทางเดิม หรือเปลี่ยนทิศทางสักแท่งสองแท่ง แล้วจึงกลับไปทิศทางเดิมอีก

จะเห็นได้ว่าการเทรดแบบ day trade จะเป็นการเทรดแบบรีบ ๆ เร่ง ๆ สักนิด เพราะคือ รีบเข้า รีบออก เก็บเงินเข้ากระเป๋าก่อน แล้วหาจังหวะเข้าไปใหม่ แล้วก็รีบออกอีกครั้ง นักเทรดบางคนเห็นจังหวะดี ๆ หลาย ๆ ครั้งใน 1 วัน ก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อาจจะครั้งละ 10$ แต่ 5 ครั้ง ก็เป็น  50$ แล้ว และใช้เวลาอาจจะเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่สนใจว่ากราฟจะไปต่อได้อีกหรือไม่ เน้นว่าไม่มีอะไรแน่นอนเก็บเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อนดีที่สุด

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับนักเทรดทางเทคนิคที่เทรดไปตามแนวโน้ม หรือเลือกใช้กรอบเวลาใหญ่ ๆ ก็อาจจะต้องถือสัญญากันไปยาว ๆ ข้ามวัน ข้ามคืน แต่ก็อาจจะสร้างกำไรได้มากกว่า หรือน้อยกว่า ก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ใช้เวลามากกว่าแน่นอน 

จะให้ระบบช่วยเทรด หรือเทรดด้วยตัวเอง







เคยอ่านหนังสือที่นักเทรดฝรั่งเคยเขียนไว้ว่า เทรดเดอร์ที่ให้ระบบหรือ EA ช่วยในการเทรดมีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่านักเทรดที่เทรดด้วยตัวเอง จริงหรือไม่ ? ในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลาย ๆ อย่าง 

นักเทรดที่ชอบการเทรดด้วยตัวเอง พวกเขาจะมองตลาดในแต่ละวันด้วยวิธีใหม่ ๆ อยู่เสมอ บางคนเข้าไปดูกราฟเฉพาะช่วงเวลาที่มีข่าวเท่านั้น ก็เพียงพอในแต่ละวัน จากนั้นก็มาปรับพฤติกรรมการเทรดว่าวันนี้จะเทรดไปในทิศทางใด จะเข้าเทรดในช่วงเวลาไหน เพื่อที่จะทำกำไร หรือมองแล้วว่าวันนี้ไม่มีสัญญาณเข้าเทรดเลย พวกเขาก็จะไม่เทรดด้วยเช่นกัน อีกหนึ่งอย่างที่เทรดเดอร์จะไม่เทรดก็คือในเรื่องของอารมณ์หากสำรวจตนเองแล้วพบว่าอาจจะใช้ความโลภเข้ามาเทรดด้วย พวกเขาก็อาจจะเลือกที่จะไม่เทรดดีกว่า เพราะความเสี่ยงมันเกิดขึ้นตั้งแต่จับได้ว่าตนเองมีความโลภแล้ว

ส่วนนักเทรดที่ใช้ระบบเข้าช่วยในการเทรด ก็คงจะไม่ต้องมีอารมณ์เข้าร่วมในระหว่างเทรดมากเท่าไร เพราะระบบก็ทำงานของมันไป เพียงแต่จัดการบริหารการเงินก่อนการเข้าเทรดเท่านั้นเอง แล้วก็นั่งดูระบบทำงาน อาจจะไม่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวันก็ได้ เพียงย้อนมาดูบ้างบางคราว หากเข้าเงื่อนไขระบบก็เดินหน้าค่อย ๆ เก็บสะสมกำไรให้กับนักเทรดไปเรื่อย ๆ หากไม่เข้าเงื่อนไขใด ๆ ระบบเองก็อาจจะไม่เปิด order ให้คุณด้วยเช่นกัน ก็ถือว่าเงื่อนไขที่คุณเขียนไว้ เสมือนหนึ่งคุณได้เทรดด้วยตนเอง แต่สามารถเอาเวลาไปทำสิ่งอื่น ๆ ได้อีกในระหว่างวัน

ทั้งสองวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป การใช้ระบบเทรดความตึงเครียดทางอารมณ์จะน้อย เพราะไม่ต้องมาพะวงกับราคาที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เมื่อนักเทรดได้สร้างระบบขึ้นมาเทรดแล้ว ก็ย่อมมีความเชื่อมั่นในระดับสูงด้วยเช่นกัน แต่หากสร้างมันขึ้นมาแล้วนักเทรดกลับไม่มีความมั่นใจใด ๆ เลย ก็อย่าได้ไปใช้ระบบนั้น กลับมานั่งเทรดด้วยตัวเองจะดีกว่าเพราะยังไงก็ยังคงต้องนั่งเฝ้ากราฟและตัดสินใจเปิด-ปิด order ด้วยตนเองอยู่ดี 

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด จะลงมือเทรดด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่เค้ามี เพราะจะทำให้ตัดสินใจปิด order ได้ทันทีที่รู้ว่าเค้าเข้าผิดทางเสียแล้ว การตัดสินใจด้วยตัวเองก็จะทำให้รู้อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ได้มากขึ้น 

แต่มีเทรดเดอร์หรือนักเทรดจำนวนไม่น้อยที่แม้แต่รู้ว่าผิดทางก็ยังดันทุรังสู้ต่อไป และใช้ระบบการเบิ้ล lot เข้าไปเรื่อย ๆ เพียงเพราะหวังว่าเดี๋ยวกราฟก็คงจะกลับตัวมาทำกำไรให้ จนลืมดูว่า ณ ขณะนั้นกราฟเป็นเทรนด์ไปแล้ว อย่างมากก็จะเพียงย่อตัวมาเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้นักเทรดขาดทุนอยู่นั่นเอง แบบนี้คงต้องฝึกฝนเรื่องวินัย และความโลภกันอีกนานเลยทีเดียว เพราะคุณไม่ใส่ใจในเรื่องของแนวโน้มเลย คิดเพียงแค่ว่ากราฟมันก็วิ่งขึ้น เดี๋ยวมันก็วิ่งลง เบิ้ล lot เข้าไป เดี๋ยวมันก็วิ่งมาชนเส้น tp เอง คิดแบบนี้ มีแต่ขาดทุนครับ

ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีใดก็ตาม ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปการผสมผสานให้เกิดความลงตัว และหมั่นปรับปรุงข้อด้อยอยู่เสมอ บางทีอาจจะทำให้เห็นช่องทางใหม่ ๆ ได้

ก่อนใช้ indicator ทำความเข้าใจให้ชัดเจน






Indicator หรือ Indy ที่มีให้ใช้แบบฟรี ๆ ในระบบหลายสิบตัวก็ถือได้ว่าเป็นตัวช่วยในการระบุแนวโน้มและการกลับทิศของกราฟได้ หลาย ๆ คนมีความถนัดมากกว่าที่จะดูจากกราฟเปล่า ๆ เพราะอินดิเคเตอร์จะเหมือนตัวช่วยตีความและวิเคราะห์ราคา รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะการของกราฟในขณะนั้นให้กับเราได้

ก่อนที่จะเลือกใช้อินดิเคเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลาย ๆ ตัว เพื่อขจัดความเสี่ยงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเทรดต้องทำความเข้าใจกับพวกมันก่อน เพราะหากเลือกใช้ผิดจะเกิดความขัดแย้งอย่างมีนัยยะสำคัญขึ้นทันที อินดิเคเตอร์บางตัวให้สัญญาณแม่นยำเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้ม บางตัวให้สัญญาณในตลาด Sideway แบบกราฟสวิงไปมาสั้น ๆ ได้ดี คุณต้องหาเหตุผลและวิธีการใช้งานให้ได้ก่อนที่จะเลือกใช้มัน หรือหากนำมันมาผสมผสานเข้ากันก็ต้องรู้ว่ามันเหมาะกับตลาดแบบไหน หรือกรอบเวลาช่วงไหนด้วย

ในตลาดที่มีความซับซ้อน และปัจจัยทางเศรษฐกิจก็เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ผู้ที่มีประสบการณ์หลาย ๆ คนอาจจะเลือกใช้ Indicator น้อยตัว หรือเทรดแบบกราฟเปล่าไปเลย เพราะว่าเพียงเห็นกราฟหรือราคาก็สามารถหาจุดเข้า order ได้แล้ว แต่สำหรับนักเทรดมือใหม่การที่จะไม่ใช้ตัวช่วยใด ๆเลยดูจะเป็นเรื่องยากจนท้อใจ ดังนั้นให้เลือกใช้ Indicator ที่เราเข้าใจที่สุดก่อนและดูร่วมกันกับกราฟราคา เชื่อว่าหากคุณดูมันบ่อย ๆ หลาย ๆ ชั่วโมงต่อวัน นักเทรดก็จะจับสัญญาณจากแท่งเทียนได้เองเช่นกัน ถึงวันนั้นก็คงจะค่อย ๆ ถอดอินดิเคเตอร์ ออกไปจนเหลือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

อินดิเคเตอร์แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1.อินดิเคเตอร์แบบตามแนวโน้ม  Trend  Following Indicator 
2.อินดิเคเตอร์ที่บ่งบอกการแกว่งของราคา Oscillator 
3.อินดิเคเตอร์กลุ่มอื่น

1.อินดิเคเตอร์แบบตามแนวโน้ม  Trend  Following Indicator จะให้สัญญาณได้แม่ยำเมื่อตลาดกำลังเคลื่อนไหวหรือมีแนวโน้ม แต่จะด้อยคุณภาพมาก ๆ หากตลาดอยู่นิ่งไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว หรือภาวะ Sideway ให้คุณลองมองหา indicator ซัก 1 ตัวที่คุณเข้าใจมัน มันจะให้สัญญาณประเภทที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับราคาหรือเกิดขึ้นภายหลังราคา พวกมันจะมีการกลับตัวหลังจากที่แนวโน้มได้เกิดทิศทางกลับทิศไปแล้วสักพัก

2.อินดิเคเตอร์ที่บ่งบอกการแกว่งของราคา Oscillator ให้สัญญาณที่เร็ว และเกิดขึ้นก่อนราคาหรือเกิดขึ้นพร้อมกันกับราคา ซึ่งมักจะมีการกลับตัวก่อนหน้าของราคาด้วย แต่อาจจะให้สัญญาณเร็วเกินไปจนพากันรีบเข้า order และอันตรายเมื่อตลาดเริ่มต้นที่จะเกิดแนวโน้ม 

3.อินดิเคเตอร์กลุ่มอื่น ที่บ่งบอกราคาสูงสุด หรือต่ำสุดของวัน ภาวะหมี หรือภาวะกระทิง อัตราส่วนของ option put call หรือจะนำหลาย ๆ ตัวมาผสมผสานกันแล้วมาใช้ก็ได้ เพราะนักเทรดอาจจะต้องการให้ข้อดีของอินดิเคเตอร์บางตัวไปทำลายข้อเสียของบางตัว ส่วนใหญ่อินดิเคเตอร์จำพวกนี้ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงสักหน่อยในการจับแต่ละตัวมาผสมผสานกัน มีทั้งแจกฟรี และเสียเงินนะครับ แต่หากไม่เข้าใจก็ไม่สามารถทำกำไรได้อยู่ดี

โปรดจำไว้ว่า ไม่มีใครมาออกคำสั่งให้คุณต้องเทรดเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ ดังนั้นหากอินดิเคเตอร์ที่คุณใช้อยู่ยังให้สัญญาณไม่ชัดเจนก็อย่าได้รีบเข้า order โดยเด็ดขาด คุณอาจเคยได้ยินว่าสัญญาณหลอกมาบ้าง ซึ่งก็มันก็จะรวมกับคำว่าเราก็หลอกตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะความใจร้อน หรือความโลภก็ดี จึงทำให้เข้าผิดมากกว่าเข้าถูกอยู่ร่ำไป ถ้าไม่มีสัญญาณ เราก็ไม่เข้า อาจจะไปดูคู่เงินอื่น ๆ ที่มัสัญญาณชัดเจนกว่าหรือปิดหน้าจอไปเลยแล้วค่อยเทรดใหม่ก็ยังไม่สาย

ลิงค์เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง http://www.binaryoptionee.com

Expert Advisors (EA) ตัวช่วยนักเทรด






เรามักจะคุ้นชินกับคำว่า EA หรือ ROBOT กันมากกว่า และเชื่อว่าหลาย ๆ คนเข้ามาในตลาด Forex แรกสุดเลยก็คือการให้ EA เป็นตัวช่วยในการเทรด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาในการเทรด เมื่อลงโปรแกรมและติดตั้ง EA เรียบร้อยแล้ว เราก็ปล่อยให้ EA เทรดแทนเราได้เลย มันจะคอยเปิด order ตามโปรแกรมที่ถูกเขียนไว้ และปิด order ตามสัญญาณที่ผ่านการคำนวณมาแล้วด้วยเช่นกัน

EA มีหลากหลายประเภทนับไม่ถ้วน เพราะผู้ที่มีความสามารถในการเขียนก็เขียนไปตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการ ก็คือใส่เงื่อนไขของอินดิเคเตอร์เข้าไป และให้ EA ทำงานตามเงื่อนไขนั้น เพราะผู้เขียนไม่มีเวลามากพอที่จะนั่งเฝ้ากราฟด้วยเหตุผลนานาประการ จึงทำให้ต้องใช้งาน ROBOT แทน 

EA ก็คือโปรแกรมทำงาน ทำเงินแทนคนอย่างเรา ๆ นี่แหละครับ EA ที่สามารถทำเงินได้จริงและได้กำไรในระยะยาวก็ยังพอมีแต่มีน้อย และตามสถิติ อย่างเก่ง EA ที่ว่าดีที่สุดหรือเก่งที่สุด ก็ทำกำไรได้อย่างมากประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นก็อาจจะทำกำไรได้น้อยลงหรือล้างพอร์ตก่อน 6 เดือนก็มีอยู่มากเช่นกัน 

หลายคนเริ่มต้นจากใช้ EA ในการเทรด แรก ๆ ทำกำไรได้อย่างมาก มากกว่า 50% ต่อวันเลยทีเดียว และ EA สามารถเปิดให้เทรดกี่พอร์ตก็ได้เท่าที่เราต้องการ จึงทำการจัดเต็ม 4-5 พอร์ต ปรากฏว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น มีข่าวนอกตารางทำให้ลากไปล้างจนสะอาดหมดจดทุกพอร์ต เพราะเราชะล่าใจว่ายังไงแล้วก็วางใจกับ EA ได้ แต่พอเราวางใจ ไว้ใจแล้วก็สร้างความเสียหายเหลือคณานับให้เราได้ด้วยเช่นกัน

หลายคนหวังไว้ว่า จะให้เจ้า EA นี่แหละเป็นตัวช่วยสร้าง Passive Income ให้ ตัวไหนที่เค้าว่าดีก็ถาโถมเข้าไปใช้ด้วยโดยไม่ได้ทดสอบด้วย DEMO ซะก่อนสัก 1 เดือน เพราะอยากมีรายได้เร็ว ๆ หากมัวใช้ DEMO ก็จะเสียโอกาสทำเงินไปอีก 1 เดือน อีกอย่างหนึ่งเงินที่นำมาเทรดก็เป็นเงินร้อน พอสิ้นเดือนใบแจ้งหนี้ก็ตามมาติด ๆ จึงทำให้มองข้ามการทดสอบไป เข้าไปเทรดด้วยเงินจริงเลยทันที หาตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ EA เขียนไว้ก็เป็นอันปิดกำไรสวย ๆ กันไป แต่หากโชคไม่ดีตลาดไม่เป็นไปตามเงื่อนไข แต่ EA ก็ยังเปิด ORDER ให้ เพราะชนกับเงื่อนไขบางอย่างเข้าก็ทำให้ล้างพอร์ตได้ง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน

ที่เขียนบทความออกมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าการเลือกใช้ EA จะไม่ดีเสมอไป เพราะถึงแม้ว่าเราเทรดเองก็ล้างพอร์ตเอาง่ายๆเหมือนกันนั่นแหละ ดีไม่ดีล้างง่ายกว่า EA ด้วยซ้ำไป เพราะควบคุมความโลภไม่ได้ จ้องจะเอาคืนอย่างเดียว ดังนั้น ผู้ที่มี EA เทพ ๆ อยู่ในมือเค้าอาจจะไม่อยากเปิดเผยก็อาจเป็นได้ เพราะเก็บไว้ทำกำไรคนเดียวชิว ๆ ดีกว่าเป็นไหน ๆ การที่จ้องแต่จะหากำไรจากการขาย EA เพียงอย่างเดียว อาจสร้างปัญหาตามมาได้ หากผู้นำไปใช้ OVER TRADE แล้วผลที่ตามมาก็มาต่อว่า EA พาไปล้างพอร์ตเอาดื้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่ใช้งานมานานแสนนานก็ยังทำกำไรได้ทุกวัน แต่อาจจะไม่มาก แต่กำไรน้อยก็คือกำไรนั่นแหละครับ 

อย่าคิดว่าคุณจะกำไรตลอดไป




ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แรกเริ่มเดิมทีที่เข้ามาในตลาดหุ้น คนส่วนหนึ่ง (หรืออาจส่วนใหญ่) มักจะทำกำไรได้กันได้ และก็ได้ทีละมาก ๆ กันด้วย 

แต่พอได้มาดูวิธีการเทรดของเขาเหล่านั้น กลับพบว่าพวกเขาจะออกแนว overtrade กันเกือบทั้งสิ้น ทำกำไรกันทีละหลายพัน ไปจนถึงหลักหมื่นในแต่ละวัน จึงทำให้พวกเขามีความฮึกเหิมลำพองว่าตนเก่ง หรือเข้าใจว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งทำเงินที่ง่ายซะเหลือเกิน พอได้มาก ๆ เข้า ก็ overtrade กันเข้าไปอีก กะว่าออก order เพียงแค่ 1-2 ครั้ง ก็ถอนเงินหลักหมื่นเข้ากระเป๋าสบายใจ จนไม่สนใจว่าจะเข้าเทรดด้วยระบบอะไร มีข่าวสารด้านใดบ้างที่เป็นส่วนสำคัญในการขึ้นลงของราคา 

จนกระทั่งวันที่โชคไม่เข้าข้าง จัด lot หนักเข้าไปเหมือนเดิม แต่กราฟกลับไม่เป็นใจวิ่งสวนทางเอาซะดื้อ ๆ ประกอบกับไม่เคยฝึกแก้ไขปัญหาในระหว่างการเทรดมาก่อน จึงได้แต่นั่งภาวนาว่าขอให้กราฟกลับมา จนกระทั่งโดนลากไปจนพอร์ตแตก หรือล้างพอร์ตจนได้ ในส่วนนี้ความรู้สึกต่าง ๆ ประเดประดังเข้ามา กำไรที่เคยสั่งสมไว้ หรือเงินทุนที่นำมาเทรดในคราวนี้หลายไปในพริบตา ความมั่นใจว่าตนเก่งกาจหายไปจนสิ้น พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สตั๊นไปหลายชั่วโมง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านบทเรียนนี้มาคงน่าจะพอเข้าใจมันดี มี 2 ทางที่คุณจะเลือก คือ ตั้งสติแล้วเริ่มต้นศึกษาหาความรู้ในการเทรดอย่างจริงจัง เพื่อที่จะตอบตัวเองได้ว่าเทรดอย่างไรให้มีกำไร ไม่ต้องมากหรอก แค่พอให้มีกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ รู้จักอารมณ์ตัวเองในการเทรด ระงับยับยั้งมันได้หากกราฟมันไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ หรือ ไม่เอาอีกแล้วจะไม่กลับมาเทรดอีกต่อไป หากคุณผ่านมาอ่านบทความความนี้หวังว่าคุณจะเลือกทางเลือกแรก เพราะนั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะวางอดีตลงอย่างช้า ๆ และพัฒนาตนเองต่อไป ซึ่งนับได้ว่าคุณพร้อมที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่ได้อีกครั้ง

แน่นอนว่าทุกคนต้องการ “กำไร” ไม่มีใครต้องการ “ขาดทุน” แต่กับดักที่ทำให้นักเทรดหลงลืมได้ก็คือการที่คุณสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จนลืมไปว่ายังไงก็ตามคุณก็ยังต้องเทรดอย่างระมัดระวังอยู่ดี แม้แต่ผู้ที่อยู่ในตลาดเทรดมานานแสนนาน ก็ยังมีวันพลาดด้วยเช่นกัน ดังนั้นแม้ว่าการขาดทุนจะบั่นทอนจิตใจมากมายแค่ไหน ก็ขอให้รู้ว่าขาดทุนเพราะอะไร แล้วมีกำลังใจที่จะพัฒนาต่อไป และหากมีกำไรต่อเนื่องมานานก็อย่าได้ลำพองว่าจะเทรดได้เช่นนั้นตลอดไป นักเทรดที่เทรดด้วยความระมัดระวัง จะสามารถยืนระยะอยู่ในตลาดหุ้นได้อย่างยาวนาน

หากคุณเพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาดหุ้น ก็อย่าได้วางใจให้การเทรดหุ้นเป็นอาชีพหลักของคุณ บางคนถึงกับลาออกจากงานประจำมานั่งเทรดหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากเพราะคุณจะมุ่งหวังเพียงแต่กำไร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นักเทรดจะไม่ขาดทุน และจะทำให้คุณเครียดเป็นทวีคูณเพราะความหวังเดียวในชีวิตคุณคือการเทรดหุ้น ที่คุณไม่รู้ได้เลยว่าผลมันจะออกมา “กำไร” ทุกครั้งหรือไม่

เส้นเทรนไลน์ มาทำความรู้จักกันสักนิด




ก่อนหน้านี้ได้พูดถึงภาพรวมของอินดิเคเตอร์ไปบ้างแล้ว นักเทรดหน้าใหม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จัก นอกจากนี้การอ่านกราฟในรูปแบบเส้นเทรนไลน์เพื่อดูเทรนแนวโน้มของราคา ก็เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าแนวโน้มกำลังจะเป็นขาขึ้นหรือเป็นขาลงหรือว่ากำลังอยู่ในแนว side way สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีความสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะมันจะต้องนำไปวิเคราะห์คู่กับเส้นกราฟแท่งเทียนด้วย แท่งเทียนในอดีตจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าแท่งเทียนต่อไปจะเป็นอย่างไร และแนวโน้มทิศทางของตลาดในคู่เงินนั้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงได้ด้วยเช่นกัน

เส้นเทรนไลน์หากนักเทรดใช้เป็นและนำมาใช้ในการเทรดจะเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ทรงพลังมาก หัดลากเส้นบ่อย ๆ จะพบว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย การเทรดในยุคแรกๆ ก็นิยมใช้เส้นเทรนไลน์กันอย่างมาก บางรายก็มีการนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตนเองซึ่งนักเทรดอาจจะเข้าใจได้เอง (แต่ผู้อื่นอาจจะไม่เข้าใจ) ทำให้ในช่วงเวลาเทรดมีความแม่นยำและทำให้มีสถิติการทำกำไรมากกว่าขาดทุนอีกด้วย

นักเทรดมือใหม่เองก็หัดใช้เส้นเทรนไลน์ได้อย่างไม่ยากเพราะการฝึกลากเส้น trend line จะทำให้เราเกิดความชำนาญและมีความมั่นใจในการเทรดมากยิ่งขึ้น เส้นเทรนไลน์จะทำให้เราหลุดพ้นจากการคาดเดาไปได้ระดับหนึ่งซึ่งสามารถใช้ไ้ในทุก ๆ ตลาด รวมถึงตลาดใหญ่อย่าง Forex ด้วย นักเทรดมือใหม่อาจไม่ให้ความสนใจมากนักเพราะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสักระยะบวกกับการฝึกฝน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเพราะเส้นเทรนไลน์เป็นตัวที่บอกเราว่าตอนนี้กราฟกำลังอยู่ในแนวโน้มใดก็ให้เราหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายไปตามแนวโน้มนั้น จะทำให้มีโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าเทรดด้วยการคาดเดา นั่นหมายถึงว่าคุณไม่มีหลักการอะไรเลยการเทรด หวังเพียงจังหวะฟลุ๊คเพียงอย่างเดียว ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะอยู่รอดในตลาดนี้ยากเหลือเกิน

เส้นเทรนไลน์มีอยู่ 3 ประเภท ในส่วนนี้จะอธิบายแบบเบื้องต้นเพื่อให้ได้ทำความรู้จักกันก่อน เพราะจะว่าไปแล้วก็มีความลึกซึ้งอยู่พอควร

เส้นแนวรับในเทรนขาขึ้น
ส่วนมากจะถูกลากตัดผ่านบริเวณที่เป็นจุดย้ำฐานของราคา และจะเป็นช่วงแนวรับที่มีความแข็งแรงค่อนข้างสูง ด้วยความที่มีความแข็งแกร่งค่อนข้างมากถ้าหากราคาหลุดลงจากเส้นแนวรับนี้ลงไปเมื่อไร ราคาหุ้นก็จะไหลลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วได้ 

เทรนไซด์เวย์
ในส่วนนี้ยังไม่ควรเข้าไปเทรด ให้รอดูก่อน เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่เห็นเทรนชัดเจน และราคาก็จะแกว่งไปมาในกรอบแคบ ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา ให้สังเกตหรือตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าหากก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเทรนขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม แต่แนวรับนี้สามารถรับอยู่ได้ตลอด ก็ให้นักเทรดระวังไว้ว่า เทรนที่กำลังจะตามมาอาจมีแนวโน้วเป็นขาขึ้นสูงมาก

เส้นแนวรับในเทรนขาลง
มีอีกชื่อที่เรียกกันเล่นๆว่าเป็น “เส้นลดระดับ” ในความเป็นจริงเส้นชนิดนี้จะเป็นเส้นเดียวโดดๆ มักจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้งานกันเท่าไรนัก ส่วนมากที่เราพบเห็นการใช้งานในลักษณะนี้มักจะเป็นเส้นในรูปแบบของเส้นคู่ขนานซะมากกว่า เพราะทำให้สัญญาณต่าง ๆ ได้ชัดเจนกว่า สำหรับเส้นเดียวโดดๆมักจะไม่ได้รับความนิยมในการใช้งานจริง แต่หากใครอยากลากเส้นขึ้นเพื่อใช้ประมาณการลดตัวลงของราคาก็ใช้ได้โดยไม่ผิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดซะมากกว่า

รู้จัก Neteller ธนาคารออนไลน์




Neteller คือธนาคารออนไลน์ที่มีความสะดวกมากในการฝากถอนสำหรับการเทรด และสามารถใช้ซื้อสินค้าหรือบริการได้อีกด้วย ซึ่งจะมีขั้นตอนในการสมัครที่ไม่ยากมาก ทำรายการไปตามที่ระบบแจ้งไปอย่างเป็นขั้นตอน และจำเป็นต้องเตรียมบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนด้วย หากขั้นตอนการสมัครผ่านเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้รับบัตรของ Neteller และกลับเข้าไปทำการยืนยัน code ในระบบอีกครั้ง คุณก็สามารถใช้งานเกี่ยวกับการเทรดได้ทันที และการโอนเงินจาก Neteller เข้าไปยังโบรคเกอร์จะไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด 




จะพบว่ามีช่องทางการในการฝากเงินหรือถอนเงินอยู่หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น
Credit and Debit Cards :
  • MasterCard Credit
  • Visa Credit
  • Visa Debit
  • Visa Electron
  • MasterCard Debit
  • Maestro


Alternative Deposit Options :
  • Skrill
  • Bitcoin
  • Quick Bank Transfer

เป็นต้น


Neteller มีทั้งโบรคเกอร์และเว็บไซต์จำนวนมากทั่วโลก ที่คุณสามารถใช้ทำธุรกรรมได้อย่างสะดวก ซึ่งค่าธรรมเนียมการโอนเงินสำหรับการใช้บริกการบางรายการก็ไม่ได้สูงมาก จึงไม่ต้องกังวลกับเรื่องดังกล่าว

สมัครใช้งาน : https://www.neteller.com/




Exness