Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate

Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate
แหล่งความรู้สำหรับผู้เริ่มต้นการเทรดค่าเงิน มาเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างถูกต้อง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด forex แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด forex แสดงบทความทั้งหมด

มาหาวิธีต่อสู้กับความเครียดจากการเทรดกัน





จริง ๆ แล้วการเทรดก็จะมีทั้งมุมของผู้ปลอดจากความเครียดเพราะเค้าเหล่านั้นเทรดแล้วมีกำไร แต่ผู้ที่เทรดแล้วขาดทุนก็ต้องพกความเครียดออกจากสนามกันไป การรู้จักพักใจบ้างเป็นเรื่องสำคัญที่นักเทรดผู้พ่ายแพ้ควรมีติดตัวไว้ จะเครียดมากเครียดน้อยก็ว่ากันไป พักบ้างอะไรบ้างก็ไม่ทำให้ตลาดขาดกำไรแน่นอน

ในตลาดเราให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล พอการต่อสู้จบลงเหตุผลต่าง ๆ ก็ประเดประดังเข้ามา แล้วจะทำอย่างไรให้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ได้ มาลองดูกัน 

หากผิดทางก็ปิดสถานะนั้นซะ ไม่ต้องรอให้กราฟกลับทางมา (ถึงแม้เวลาต่อมาจะกลับทางจริง ๆ ก็ตาม) 

ปิดคอม หรือวางมือถือลงไม่ต้องไปดูว่าใครชนะ ใครแพ้ที่ไหน ๆ พยายามไม่ต้องนึกถึงการเทรดสักพัก อาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้

หากเริ่มผ่อนคลายบ้างแล้ว ค่อยเปิดผลการเทรดออกมาดูแล้วค่อย ๆ นึกว่าการเทรดที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง จดบันทึกการเทรดประจำวัน แล้วหาวิธีการแก้ไข

คุณอาจกลับเข้าไปดูในกลุ่มเทรดต่าง ๆ ซึ่งอาจจะพบว่าไม่ได้มีคุณคนเดียวที่พลาดท่าเสียที อย่างน้อยคุณก็มีเพื่อนร่วมเทรดที่มีความรู้สึกเดียวกับคุณ 

ไม่ควรระบายความเครียดด้วยการไปดื่มเหล้าหรือเที่ยวเตร่ตามแหล่งอบายมุขเพราะเพียงแค่หวังว่าจะลืมความเครียดได้ 

หาเงินที่นำมาเทรดเป็นเงินที่ไปหยิบยืมผู้อื่นมา ก็อย่าได้ใช้การเทรดในวันถัดไปมาทวงเงินคืนเด็ดขาด เพราะอารมณ์ ณ ขณะนั้นจะเต็มไปด้วยความโลภ โอกาสทำกำไรจะน้อยมาก

เมื่อพร้อมแล้ว ก็หาเวลาว่างศึกษาการเทรดในจุดบกพร่องของตัวเองต่อไป หรืออาจจะลองทดสอบระบบด้วย demo ก่อน มั่นใจแล้วจะเทรดด้วยเงินจริงอีกครั้ง

อย่าได้ทำให้ในครอบครัวต้องรู้สึกแย่ไปกับคุณด้วย เพราะความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าชีวิตคุณจะไม่เหลืออะไร ลองมองดูรอบ ๆ ตัว ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่

ใช้หลักธรรมะเข้ามาช่วยในการเทรดในครั้งต่อไป เช่น การวางใจให้นิ่ง กำไรก็นิ่ง ขาดทุนก็นิ่ง หากใจคุณนิ่ง นั่นหมายความว่าคุณเริ่มมีสติมากขึ้นแล้ว

หากการเทรดดูยากเกินไป ก็ให้มองหาวิธีการอื่น ๆ ดูบ้าง เช่นการรับจ้างเขียนบทความออนไลน์ การหัดทำเว็บไซต์ การรับลงสินค้าในร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ พร้อม ๆ กับการศึกษาการเทรดไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้คุณมีช่องทางในการหารายได้เพิ่มอีกด้วย


ทำไมนักเทรดมือใหม่ตัดใจขายขาดทุนไม่ได้สักที




หากต้องการความความอยู่รอด (ยังไม่ต้องพูดถึงกำไร) ก็ขึ้นอยู่กับว่านักเทรดเต็มใจที่จะตัดขาดทุนหรือไม่ ในขณะที่การขาดทุนนั้นยังไม่มาก เมื่อราคาเริ่มวิ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่นักเทรดมือใหม่จะถือไว้ต่อ โดยหวังว่าราคาจะกลับตัวมาในทิศทางที่ได้เปิดสถานะเอาไว้ และเมื่อโดนเรียกเงิน margin เพิ่มขึ้น นักเทรดก็จะรีบนำเงินเข้าพอร์ตเพิ่มทันที เหมือนกับว่าขาดทุนในจำนวนแรกนั้นไม่พอ (ต้องขาดทุนเพิ่มอีก) โดยมีความคาดหวังว่าจะกลับมาทำกำไรได้ในที่สุด ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้

การถือสถานะขาดทุนต่อไปอย่างดื้อดึงนั้น มันเป็นเพียงแค่การทำให้บาดแผลยิ่งลุกลามออกไปอีกเท่านั้น การขาดทุนจะสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งการขาดทุนในตอนแรกที่ดูเหมือนว่าแย่แล้วนั้น กลายเป็นการขาดทุนที่ดีขึ้น เพราะยังมีเงินอีกก้อนที่รอขาดทุนเพิ่มอีก ท้ายที่สุดในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว นักเทรดผู้พ่ายแพ้และสิ้นหวังก็จำเป็นจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้และออกจากการเทรดนั้นมาพร้อมกับการขาดทุนอย่างรุนแรง

การการะทำที่คล้ายคลึงกันของผู้พ่ายแพ้ในตลาดเทรด ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลกนี้ก็ตามนั่นก็คืออยากตะโกนต่อว่าด่าทอตัวเองดัง ๆ หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือพาลทำเอาคนรอบข้างเสียอารมณ์ไปด้วย ไม่ก็คุณนั่นแหละที่ไปพาลคนอื่น นักจิตวิทยาชาวนิวยอร์กได้ให้ความเห็นไว้ว่า ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ในการเทรดเราจึงเปิดสถานะเพื่อหวังรอรับผลกำไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือขาดทุนแล้วขายออกไปยากเหลือเกิน เพราะนักเทรดคือมีความรู้สึกผูกพันกับสถานะนั้น อันที่จริงแล้วเมื่ออะไรบางอย่างเคยเป็นของเรามาก่อน เราก็มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะรู้สึกผูกพันกับมัน นักเทรดต้องตระหนักว่ามันเป็นเพียงธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น และเราสามารถที่จะยอมตัดใจตัดมันทิ้งไปได้ อีกเหตุผลหนึ่งที่นักเทรดมือใหม่ไม่ยอมขาย แม้แต่เมื่อสถานะนั้นกำลังเป็นการขาดทุน ก็เพราะว่าพวกเขามีความคาดหวัง และความคาดหวังเข้ามาเกาะกุมกระบวนการตัดสินใจไปซะแล้ว

เทรดเดอร์ควรฝึกฝนในเรื่องของวินัย และควบคุมอารมณ์ให้ได้ก่อน ฝึกกับ demo ก่อนก็ได้ ทำให้เหมือนกับว่า demo เป็นเงินจริง ถ้าแค่ demo ยังตัดใจตัดขาดทุนออกไปไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเอาเงินจริงเข้ามาเลยครับ เพราะใจคุณมันไม่พร้อม คุณต้องยอมรับตรงนี้แล้วปรับปรุงมันให้ได้ ส่วนนี้สำคัญไม่น้อยกว่าทักษะการเทรดด้านอื่น ๆ เลย

มีเงินแต่ขาดความรู้ เทรดยังไงก็ขาดทุน





นักเทรดหลายคนเข้าใจผิดว่าเตรียมเงินในพอร์ตให้มาก ๆ เข้าไว้ เผื่อโดนลากจะได้ทนได้นาน ๆ ถึก ทน ไว้ก่อนเป็นดี จึงทำให้เติมเงินในพอร์ตรัว ๆ เพียงหวังใจว่าเดี๋ยวกราฟวิ่งกลับมาก็กำไรแล้ว รออีกนิด รออีกหน่อย เงินไม่พอเติมเข้าไปอีก เอาให้พอ (แค่เขียนบทความกับการเทรดลักษณะนี้ยังเหนื่อยแทนเลยครับ)

แบบนี้เสียดายเงินมาก ๆ เลย มีเงินแต่ขาดความรู้ ขาดวินัยในระดับสูง เทรดยังไงก็เจ๊งไม่วันหนึ่งก็วันใดอยู่ดี แต่ไม่เป็นไรคือเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับนักเทรดไม่บ่อยครั้ง เพียงแต่นักเทรดอาจจะไม่อยากสูญเสียเงินก้อนนี้ไปและยังพอมีทุนที่จะเติมเงินเข้าพอร์ต เพื่อไปรักษาพอร์ตนี้เอาไว้ก่อนเท่านั้น และคิดเพียงแค่ว่า ขาดทุนให้น้อยกว่านี้อีกสักนิด หรือเพียงแค่เท่าทุนก็พอใจแล้ว จากนั้นเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนกับนักเทรดเองและมันจะไม่เกิดขึ้นแบบนี้อีก จากนี้ไปก็เพียรหาความรู้เพิ่มเติมให้มากที่สุด

ดีใจด้วยกับนักเทรดที่เหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม สามารถเปลี่ยนความคิดนักเทรดได้ เพราะนั่นจะทำให้คุณยืนนอยู่ในตลาดนี้ได้ต่อไป แหล่งความรู้มีอยู่ทั่วไป เช่น ข่าวสารต่างๆ เรียกได้ว่าออกมาเป็นรายชั่วโมงกันเลย  ความรู้ตามเว็บบอร์ด หรือในยุคนี้ก็จะเป็นกลุ่ม chat line หรือกลุ่ม FB และบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ที่บอกว่าใช้ได้คือ การนำมาวิเคราะห์ต่ออีกครั้งในรูปแบบของเราได้ แต่บางทีนักเทรดหน้าใหม่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกับเทคนิคที่ลึกซื้งมากนัก อาจจะทำให้เครียดได้เช่นกัน ก็เลือก ๆ เสพกันสักนิด

แต่มีนักเทรดกลุ่มหนึ่งคือจะไม่ค่อยสนใจกับเสพข่าวต่าง ๆ เหล่านี้มากนัก เพราะเค้าคิดว่ายิ่งฟังมาก อ่านนักวิเคราะห์มาก ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ อยู่ดี จึงใช้เวลาที่มีในยามว่างทั้งหมดทุ่มไปกับการคิดค้นหาระบบของตนเองมากกว่า บางคนก็เจอระบบของตัวเองจริง ๆ แต่นักเทรดก็จะไม่ค่อยออกตัวมากเท่าไร เพราะคิดว่าระบบที่เจอไม่ได้เทพอะไรเลย เพียงแค่เข้าใจการให้สัญญาณของอินดิเคเตอร์ หรืออ่านกราฟแท่งเทียนให้ออกก็ทำกำไรวันละเล็กละน้อยได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจะคิดพียงว่าเขาเป็นนักเทรดตัวเล็ก ๆ หน้าใหม่ใจสู้ จะป่าวประกาศว่าตนเองเทพก็ไม่ใช่ที่เท่าใด เทรดเงียบ ๆ เรียบง่ายจะดีที่สุด

การมีเงินมาก ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าจะเทรดได้อย่างสบายใจ แต่การมีความรู้มากต่างหากจะการันตีได้ว่าคุณจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม และถึงแม้ว่าคุณจะขาดทุนบ้างก็ตาม คุณก็จะมีกำลังใจและมองตลาดเทรดในมุมบวกได้มากขึ้นไปอีกด้วย เพราะแท้จริงแล้วตลาดไม่ได้ทำอะไรนักเทรดเลยนะ แต่นักเทรดต่างหากที่ขาดความรู้ความเข้าใจ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อย ๆ เท่านั้นเอง

Stochastic Oscillator คุณใช้งานถูกต้องอยู่หรือเปล่า





Stochastic Oscillator หลักในการคำนวณที่ลึกซื้งคงจะไม่พูดถึงในจุดนี้เพราะนักเทรดไม่ได้ใช้กันอยู่แล้ว แต่นักเทรดควรรู้ว่า เส้นทั้ง 2 เส้นมีความหมายว่าอย่างไร
  • เส้น %D สีน้ำเงินคือการเทียบราคา HI ของวัน
  • เส้น %K สีแดงจะเป็นผลการคำนวนของค่าเฉลี่ยเส้นแรก

ความเข้าใจอย่างง่ายสำหรับ Stochastic Oscillator คือมันจะช่วยบอกการแกว่งของราคา หากราคาปิดเข้าใกล้จุด HI ของวัน เส้นมันจะขยับเข้าใกล้ 100 ไปเรื่อย ๆ ยิ่งอยู่ในโซนใกล้ 100 หลายวัน ก็หมายความว่าราคาปิดจะสูงขึ้นไปอีกได้ และในขาลงหากปิดต่ำกว่า HI ของวัน Stochastic Oscillator ก็จะลดระดับลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้นไปเรื่อย ๆ 

แต่หากจะดูว่ามันเป็นเทรนด์ขาขึ้น หรือขาลงแล้วก็สามารถดูได้จาก
  • การที่มันเข้าถึง 80  และขยับตัวอยู่ในโซนนี้ได้เรื่อย ๆ และนาน นั่นหมายความว่ามันเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และให้สัญญาณว่าราคาจะปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ
  • การที่มันลงมาเข้าสู่เขต 20 และรักษาราคาในโซนนี้ได้เรื่อย ๆ มันก็บอกกับเราว่าเป็นเทรนด์ขาลงอย่างแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน
นักเทรดหลาย ๆ ท่านเข้าใจว่า
  • หากเส้นสีน้ำเงินเข้าถึง 80 ให้เตรียม sell หากมันตัดกับเส้นแดงลงมา 
  • และหากเส้นน้ำเงินลงมาถึง 20 ให้เตรียม buy หากมันตัดกับเส้นแดงขึ้นไป 
แต่ลองสังเกตดุดี ๆ ละกันว่าอย่างไหนกันแน่ที่เจ้า Stochastic Oscillator บอกกับเรา เพราะบางทีมันอาจจะช่วงเวลาที่กราฟย่ออยู่ หรือมันบอกกับเราว่ารอต่อไปอีกสักหน่อยเถิดนักเทรดทั้งหลาย ยังไม่ต้องรีบ buy หรือ sell จนเกินไป มิเช่นนั้นท่านอาจจะต้องทนถือขาดทุน , cut loss , หรือขายหมูไปก่อนก็อาจเป็นได้นะ .. แบบนี้ต้องทดสอบกันหน่อยแล้วหละ ..

เคยไหม๊ ถือขาดทุนได้นาน แต่กำไรรีบโกย




เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านจุด ๆ นี้มาแล้ว เพราะไม่ยอมตั้งจุดขาดทุนเอาไว้ คือไม่อยากขาดทุนใด ๆ เลย ก็เลยทนถือขาดทุนเอาไว้จนกว่ากราฟจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งในกรณีนี้หากมีเงินทุนในพอร์ตน้อยก็มีสิทธิ์ล้างพอร์ตกันไปง่าย ๆ แต่หากใครที่ทุนหนา จะอยู่รอก็ไม่ว่ากัน ถือว่าเป็นเทคนิคของท่าน

เป็นธรรมชาติของนักเทรดเพราะต่างก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรแน่นอน โกยเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อนเป็นอันอุ่นใจ แต่ทำไมกันนะ เวลาที่ขาดทุนกลับไม่ยอมปิดทนถือ order ไว้แล้วเฝ้ารอได้ ขนาดข้ามวันข้ามคืนก็ยังทนถือกันไป สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่านักเทรดไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเทรดสักเท่าไหร่ เพราะหวังเพียงว่าจะเข้ามาทำกำไรเท่านั้น ได้น้อยก็เอา ได้มากยิ่งดี แต่เสียหรือขาดทุนจะไม่ยอม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดหลักการเทรดที่ถูกต้องไปค่อนข้างมาก

Cut loss ไปเถอะครับ ถ้าจะให้ดีก็ตั้งจำนวนขาดทุนไว้เลย ตั้งไว้ที่ 10$ ขาดทุนได้เท่านี้ ก็คือเท่านี้ เงินทุนที่เหลือก็สามารถนำมาสร้างกำไรได้ใหม่ในครั้งหน้า แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าไปเอาคืนในตอนนั้น เพราะอารมณ์ของนักเทรดจะเริ่มไม่ได้แล้ว ยิ่งใครนำเงินร้อนมาลงทุนยิ่งต้องตระหนักในเรื่องของการบริหารจัดการการเงิน และความโลภให้มาก ๆ 

การตัดขาดทุนไม่ได้เป็นความพ่ายแพ้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยในการเทรด การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องชนะในทุก ๆ ไม้ แพ้บ้างก็ได้ไม่เห็นเป็นไร เพราะมันก็เป็นธรรมชาติของการเทรดค่าเงิน แต่คนที่แพ้จนหมดเนื้อหมดตัว แถมยังก่อหนี้สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและครอบครัวนี่ซิ!! เข้าข่ายนักพนันเลยทีเดียว เพราะคงจะจัดหนัก จัดเต็มไม่เบาในแต่ละไม้ กะว่าได้เงินจากการเทรดวันนี้แล้วจะสบายไปทั้งเดือนได้เลย

จะเห็นได้ว่าการพูดคุยกันในกลุ่มนักเทรดส่วนใหญ่ ก็จะมีหลากหลายคลื่นความคิด 
  • บ้างก็เก็บกำไรสั้น ๆ  สบาย ๆ ใครได้มาก ได้น้อยไม่สนใจ เอาเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อน
  • บ้างก็ถือยาว ๆ ด้วยความที่กราฟเป็นเทรน์จึงยังไม่ปิด order 
  • บ้างก็ทนไม่ไหว ตัดขาดทุนไปซะดีกว่ารักษาต้นทุนไว้
  • บ้างก็อึด ถึก เงินทุนเยอะ ถือขาดทุนไว้ก่อน รอดูสถานการณ์สักพัก
จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายเหลือเกินในการแก้ทาง หรือแก้ปัญหา เทรดเดอร์ที่ยังหาวิธีการของตนเองไม่เจอมีมากกว่าคนที่รู้วิธีการเทรดแล้วเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเลือกรับรู้ข่าวสารหรือข้อมูลก็ต้องมีสติให้มากด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามความมุ่งมั่นและหมั่นหาความรู้จะทำให้นักเทรดประสบความสำเร็จในหนทางของตนได้ในสักวัน

การถือผลขาดทุนเอาไว้นาน ๆ เพื่อที่จะชนะตลาดดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลย เอาชนะใจตัวเองตัดใจซะก่อน หมั่นฝึกฝนต่อไป และอยู่รอดในตลาดการเทรดค่าเงินให้ได้ยาวนานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าครับ

ถือ order ไว้นาน ๆ ดีจริงหรือ





ในส่วนนี้จะระบุไปยังตลาด forex เป็นส่วนใหญ่ เพราะจะไม่มีเวลาเข้ามาจำกัด นักเทรดสามารถถือ order ไว้นานแค่ไหนก็ได้เท่าที่ต้องการ เพียงแต่จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นด้วยหากถือข้ามคืน

เชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เข้ามาในตลาดใหม่ ๆ จะต้องทดสอบวิธีการเทรดในหลาย ๆ อย่าง คือ ใครว่าแบบไหนดี แบบไหนได้กำไรมาก ๆ ก็จะเข้าไปทดสอบด้วยทุกครั้ง หลายคนใช้ demo ทดสอบ เพราะวิธีใหม่ ๆ จะเป็นวิธีการที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยใช้มาก่อน จึงยังทำให้ลงเงินจริงไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วสำหรับการทดสอบสิ่งใหม่ ๆ แต่ก็มีนักเทรดใจนักเลงลงเงินจริงไปเลย เพราะประวัติการใช้วิธีการนี้สวยงามมาก กำไรมากกว่า 10% ต่อครั้งเลยทีเดียว เพื่อให้ไม่เป็นการเสียโอกาสในการทำกำไร ขอลงเงินจริงเลยก็แล้วกัน

สมมติว่ามีคนใช้ระบบที่ว่านี้ 10 คน 5 คนบอกว่าทำกำไรได้ ระบบเทพมาก แต่อีก 5 คนบอกว่าขาดทุน ระบบไม่ดีเอาซะเลย แล้วทีนี้จะโทษใครได้ ก็ต้องโทษตัวนักเทรดเองเพราะการใช้ระบบใด ๆ แบบไม่มีความรู้หรือพื้นฐานความเข้าใจในระบบมาก่อนย่อมจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ นักเทรดที่มากประสบการณ์จะไม่ค่อยตื่นเต้น หรือไม่รู้สึกอะไรเลยกับระบบใด ๆ ก็ตามที่คนแห่ไปใช้กันมาก ๆ หรือใครก็ตามที่โชว์กำไร เพราะแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่นักเทรดจะไม่มีวันขาดทุน เพียงแต่เค้าไม่บอกให้เสียภาพลักษณ์เท่านั้นเอง

การถือ order ไว้นานจะทำให้นักเทรดมีความเครียดในระดับสูงได้ เพราะเราต้องคอยเฝ้าดูว่าจะปิด order ได้หรือยัง ปิดเมื่อไหร่ดี และจะมีความคิดว่าไหน ๆ ก็ถือมานานแล้ว กำไร 30$ ยังไม่พอประกอบกับเห็นว่ากราฟยังมีแนวโน้มจะไปต่อได้อีก ก็ถือยื้อไปอีกเพราะเป้าหมายอยู่ที่ 50$ จึงทำให้ถือ order กันต่อไป แต่อย่าลืมว่าข่าวทางด้านเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งในตารางและนอกตารางจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้แนวโน้มเปลี่ยนไปได้ด้วย พอข่าวไปกระทบค่าเงินใด ๆ เข้าจะทำให้ทิศทางเปลี่ยนไปทันที หากเข้าทางก็กำไรเบิ้ลเข้าไปหลายเท่า แต่หากผิดทางจากที่ถือมาหลายวันกับเป้าหมาย 50$ อาจจะทำให้เหลือเพียง 10$ หรือจำใจปิดขาดทุนกันไป

แต่หากเราลองใช้วิธีการเทรดแบบสั้น ๆ กลับพบว่าการเทรดจะใช้เวลาไม่มาก และยังสามารถปิดกำไรได้ครั้งละ 1-3$ ซึ่งเป็นวิธีการที่ประหยัดเวลาและความเครียดก็ลดลงด้วย ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่น่าศึกษาเลยทีเดียว 

แต่ไม่ว่าจะถือ order ไว้นาน ๆ หรือถือ order แบบสั้น ๆ ก็ตาม ทุก ๆ วิธีการต่างก็ต้องการการศึกษากลยุทธ์ในการเทรดด้วยกันทั้งนั้น และวิธีการใด ๆ ก็คงไม่เท่าความชำนาญของนักเทรดเอง หากนักเทรดต้องการมีความชำนาญในสิ่งใดก็ยังคงต้องพัฒนาในจุดนั้นต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้นด้วยเช่นกัน

เทรดด้วย DEMO ก่อนไม่ดีตรงไหน






ในบทความนี้จะมาขยายความในเรื่องของการเทรดด้วย DEMO แบบเต็ม ๆ สักหน่อย เพราะบทความก่อน ๆ เขียนไว้ประปรายไม่ได้เข้าถึงมากมายนัก

เชื่อว่ามีหลาย ๆ คนมักจะได้รับข้อมูลมาว่าให้เทรดเงินจริงไปเลย เพราะเชื่อได้เลยว่าให้ความรู้สึกต่างกันมากหรือเทียบกันไม่ได้เลย อันนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่าลืมว่านักเทรดหน้าใหม่มักจะขาดทุนกันซะมากกว่าเพราะขาดความรู้ วินัย และประสบการณ์ เวลาขาดทุนเงินจริงก็หมดไป ยิ่งเป็นเงินร้อนด้วยแล้วละก็ ให้ความรู้สึกต่างกับเงินเย็น หรือเงินปลอมแบบออกอาการที่เห็นได้ชัดเลย ดีไม่ดีก็จะออกแนวโทษสิ่งรอบข้างซะมากกว่าจะโทษตัวเองที่ขาดความรู้ด้วยซ้ำไป

ถ้านักเทรดอยากรู้ว่าความรู้สึกในสนามเงินจริงเป็นอย่างไรก็สามารถพิสูจน์ได้ เพื่อรับความรู้ หรือความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาให้เต็มที่ ในยามที่ขาดทุนอย่าได้พยายามเอาคืนเด็ดขาด ให้พยายามหยุดตนเองให้ได้ แล้วกลับมาตั้งหลักกันใหม่เรียนรู้อย่างจริงจังด้วยระบบ demo ไปก่อนสักพักใหญ่ ๆ จนคุณได้ระบบเทรดของตัวเอง ก็ค่อยเริ่มเติมเงินในพอร์ตก็ยังไม่สายนี่นา

บางคนที่เทรดด้วยระบบ demo ก็มักจะ overtrade เพื่อต้องการเห็นเงินก้อนโต หรือกำไรมาก ๆ ให้พอขำ ๆ ไปวัน ๆ (ก็ไม่รู้จะหลอกตัวเองไปทำไม) นักเทรดต้องใช้ระบบ demo ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เรามาดูกันว่าจะซ้อมมือกันยังไงดี

  • เริ่มจากการตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อนว่าเราจะเทรดด้วยวิธีไหน เช่น เทรดข่าว , เทรดด้วย EA , เทรดด้วยอินดิเคเตอร์ , เทรดด้วยกราฟเปล่า , เทรดด้วยการเช็คราคา ก็ให้เลือกมาสักอย่าง 
  • เริ่มบริหารจัดการการเงินหรือที่เราเรียกกันว่า MM นั่นแหละ 
  • เติมเงิน demo ก็ให้เติมให้เท่า ๆ กับที่เราคิดว่าเราจะลงทุนจริง ๆ 100$ 200$ หรือ 500$ ก็ว่ากันไป 
  • เปิด lot แรกเริ่มต้นที่ 0.01 , 0.03 , 0.05 ก็คำนวณไปตามเงินทุน โดยส่วนใหญ่แนะนำให้นำ 3,000 ไปหารเงินทุนจะได้ lot ที่เหมาะสม
  • การออก order จะออกตามสัญญาณไหน ก็ต้องมีวินัย ไม่เห็นสัญญาณชัดเจน เราจะไม่ออก order หรือจะไม่กด call หรือ put ใด ๆ ทั้งสิ้น นั่งมองอย่างเดียว
  • เมื่อเห็นสัญญาณก็ให้กดออด order ไปตามนั้น ถ้ากราฟวิ่งไปแล้วถูกทางเป็นอันว่าสัญญาณที่เฝ้ารอถูกต้อง
  • การปิดกำไร หากเป็น Binary option ที่ถูกกำหนดด้วยช่วงเวลาก็หายห่วงไม่ต้องลุ้นมากนัก และหากเป็น forex ก็อย่าได้โลภนั่งรอกำไรอีกนิด กำไรอีกหน่อย ได้พอสมควรแล้วก็ปิดได้เลย เป็นต้น

หากสัญญาณที่คุณพยายามฝึกฝน ให้แนวโน้มทำกำไรได้ ก็อย่าได้ชะล่าใจคิดว่านี่ละเจอแล้ว ให้คุณฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ หากไม่รีบมาก ก็ 3 เดือน – 1 ปีเลยก็ได้ ไม่ได้ประชดหรือโอเวอร์อะไรนะครับ เพราะแต่ละช่วงเวลามันจะต้องผ่านข่าวดี ข่าวร้ายที่มากระทบกับค่าเงินโดยตรงอีกมาก ซึ่งเทคนิคต่าง ๆที่คุณเพียรพยายามฝึกฝนมา มันจะถูกทำลายลงทั้งหมดด้วยข่าวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน 

ดังนั้นนอกจากการฝึกฝนวินัยและความโลภแล้ว ยังต้องแพรวพราวไปด้วยกลยุทธ์ของการแก้ไขพอร์ตในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย อย่าลืม!! จดบันทึกการเทรดด้วยทุกครั้ง เพราะพรุ่งนี้คุณก็จะลืมเมื่อวานไปแล้วว่าเทรดอย่างไร ได้เพราะอะไร เสียเพราะอะไร แล้วกลับมานั่งอ่าน นั่งวิเคราะห์ดู บางทีคุณอาจจะพบว่า คุณทำผิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยยังไม่แก้ไข หรืออาจจะเจอจุดที่ทำกำไรได้อยู่ตลอด แต่คุณลืมมันไปแล้วนั่นเอง

คุณแค่เพียงจำลองเหตุการณ์ให้เหมือนจริง คุณก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกจริง ๆ ด้วยเช่นกัน เวลาขาดทุนอย่างน้อยเงินจริง ๆ ก็ยังอยู่ในกระเป๋าเรา แต่เวลากำไรก็ถือว่าได้ความรู้ติดตัวต่อยอดในวันข้างหน้าได้ด้วย

ระบบเทรดเทพ ทำกำไรไม่อั้น





ระบบเทรดเทพ ทำกำไรไม่อั้น ได้ยินแบบนี้แล้วแทบจะกระโจนเข้าไปขอใช้ทำกำไรสัก 200% กันเลยทีเดียว ไม่ใช่ประชดนะครับ แต่มีจริง ๆ และเทพแห่งตลาดเทรดค่าเงินหลาย ๆ คนเค้าก็สงวนไว้ใช้เอง หรือไม่ก็เปิดคอร์สอนแบบเงียบ ๆ ใครจะมาเจอคอร์สที่ประกาศไว้หรือไม่ก็ตามเค้าอาจจะไม่ได้ใส่ใจประเด็นตรงนี้มากนัก เพราะเทรดเองก็มีกำไรอยู่แล้ว แต่การเปิดคอร์สสอนก็เป็นการสร้างรายได้อีกทางเท่านั้นเอง คล้าย ๆ กับว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและเป็นการให้ความรู้กับผู้อื่นจากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานด้วย 

บอกเลยได้ไหม๊ ? ไม่ต้องเก็บเงินได้หรือเปล่า ? !! .. อยากให้เข้าใจกับคำว่า “นักลงทุน” เมื่อมองเห็นโอกาสสร้างรายได้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเก็บเงินค่าความรู้ ค่าประสบการณ์ ค่าเสียเวลากันบ้าง หากจะให้โฉ่งฉางแบบการระดมทุนก็สามารถทำได้ แต่นักลงทุนที่ดีเค้าก็จะไม่ค่อยทำกัน เพราะรู้ดีว่าตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง และนักเทรดหน้าใหม่มักหัวใจวัยรุ่นอยากรวยเร็ว ๆ แบบข้ามวันข้ามคืน ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้หากคุณยังขาดองค์ความรู้อย่างแท้จริงในการเทรดอยู่ เพราะวันนี้คุณทำกำไรได้ ไม่กี่วันหรอกคุณก็ขาดทุนอยู่ดี ดังนั้นการเก็บเงินค่าคอร์สก็ดูจะเป็นความเหมาะสม เพราะผู้สอนเองก็ต้องสละเวลาส่วนหนึ่งในการสอนและติดตามผลงานของลูกศิษย์ด้วยเช่นกัน และหากสอนคนจำนวนมากหรือเขียน E-book ขาย ก็ดูจะเป็นการสื่อสารทางเดียวมากจนเกินไป หากดูแลไม่ทั่วถึงก็เกิดความเสียหายแก่ผู้สอนได้อีก ซึ่งไม่คุ้มกันเลย

ระบบเทรดที่สุดยอด ที่นักเทรดต่างตามหาก็อยู่ตรงหน้าพอร์ตของคุณทุกวันอยู่แล้ว แต่ประสบการณ์ต่างหากที่ต่างกัน เรียกง่าย ๆ ว่าความเก๋าเกมส์นั่นแหละ เพราะเทรดเดอร์เก่ง ๆ หลายคน เทรดกราฟเปล่า หลายคนเทรดตามข่าว และหลายคนใช้อินดิเคเตอร์ EMA เพียง 2 เส้นเท่านั้น

ให้เข้าใจง่าย ๆ กันอีกหน่อยก็คือ นักเทรดถนัดการเทรดแนวไหน ให้ตอบตัวเองให้ได้ก่อน ใช้กรอบเวลาไหนแล้วทำกำไรได้มากที่สุด ในช่วงเวลา 1-3 เดือน (ไม่ใช่เพียง 1 สัปดาห์นะครับ) ก็หมั่นศึกษาในส่วนนั้นต่อไป ส่วนไหนที่ยังผิดพลาดก็ให้จดบันทึกเอาไว้และพยายามแก้ไขไปที่ละจุด หรือว่าถนัดการเทรดกราฟเปล่าเพียงแค่ดูแท่งเทียนก็สามารถทำกำไรได้แล้ว ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เพราะนั่นคือระบบการเทรดของนักเทรดเอง เพราะหากเรามัวแต่ฟังบรรดาเหล่าเทพบรรยายสรรพคุณของระบบของเค้า แต่เราไม่เข้าใจ เราก็ไม่สามารถทำกำไรแบบเค้าได้หรอก แล้วพาลจะไปบอกว่าระบบของเค้าไม่เอาซะดื้อ ๆ 

หาระบบเทรดให้ตัวเองจะเป็นการดีที่สุด และระหว่างการเทรดหากจะต้องมีการเปิด order เพิ่มเพื่อแก้พอร์ต หรือ cut loss ออกไป นั่นก็คือแนวทางของคุณแล้ว ที่เหลือก็คือการอาศัยประสบการณ์เข้าร่วม เพราะเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์จะสามารถบอกคุณเพิ่มเติมได้ในส่วนที่คุณขาดหายไป หากความรู้ที่ได้รับมานำมาผสมผสานกับระบบเทรดของคุณแล้วลงตัวพอดี นั่นก็ยิ่งเพิ่มความขลังของระบบเข้าไปได้อีก และยิ่งจะเรียกความมั่นใจในการเทรดได้มากเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว แต่อย่าลืมกฎข้อสำคัญของการเทรด ซึ่งนั่นก็คือ “รักษาวินัย และไม่โลภ” ระบบนี้สุดยอดที่สุดแล้วครับ


Over Trade ตาดีได้ ตาร้ายเสีย




เป็นที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่ง ผู้คนที่เข้ามาในตลาดเทรดค่าเงินใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Binary Option หรือ Forex ส่วนใหญ่มักจะได้กำไรกันทั้งสิ้น (ขอใช้คำว่าส่วนใหญ่) จึงทำให้เค้าเหล่านั้นมันจะฮึกเฮิมและคิดว่าก็ไม่ได้ยากอย่างที่ใคร ๆ เค้าว่ากันนี่นา

แต่พอถามว่าใช้ระบบอะไรในการเข้าทำกำไร หมายถึง อินดิเคเตอร์ตัวไหน หรือดูกราฟเปล่า เค้ากลับไม่สามารถบอกเราได้เลย หรืออาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าอินดิเคเตอร์คืออะไร เพราะเข้ามาด้วยคำว่าโชคช่วย หรือมีดวงทางด้านนี้เท่านั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับเทคนิคต่าง ๆ เท่าใดนัก และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการ Over Trade นำพาไปสู่หายนะในอนาคตอันใกล้

สมมติว่ามี 100$ ในพอร์ต ออก order 0.03 แล้วโชคดีถูกทาง แต่เห็นว่าไหน ๆ เราก็ถูกทางแล้ว 0.03 ได้กำไรนิดเดียวเอง ยังไม่พอค่า internet เลย ไหนจะเสียเวลามาเฝ้าอีก เลยจัดหนักที่ order 5.0 ทันที พระเจ้าเข้าข้าง ถูกทางอีก กำไร 10$+ ... อัดเข้าไปอีก กำไร 20$+ ทีนี้แหละความลำพองเกิดขึ้นในใจทันที คิดว่าตัวเองมีความสามารถสูง ทำกำไรได้ง่ายเหลือเกิน ความกระหายกำไรเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ บางคนตื่นเต้นต้องประกาศให้ชาวโลกรู้ด้วยว่า “ฉันสามารถหาเงินได้ง่าย ๆ ไม่กี่นาทีมากกว่า 20$+ ต่อวัน” กันเลยทีเดียว

ลักษณะของเทรดเดอร์มือใหม่ จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามาดูกัน
เฝ้าหน้าจอแทบจะตลอดเวลา ไม่ต่ำว่า 12+ ชั่วโมง หากเป็นตลาด Binary Option วันเสาร์ – อาทิตย์สามารถเทรดได้ ก็จะเฝ้าอยู่เช่นนั้น หรือหากเป็นตลาด Forex ที่ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็ยังคงนั่งดูอยู่เช่นนั้น เพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าตลาดอีกครั้งในวันจันทร์ บางคนตี 4 ก็เปิดพอร์ตมาดูกันเลย

พยายามหาแหล่งข้อมูล หรือเทรดเดอร์ที่เก่ง ๆ หรือกลุ่มที่พูดคุยเกี่ยวกับ forex หรือ Binary Option เพื่อเก็บข้อมูลให้มากที่สุด และนำมาปรับใช้กับการเทรดของตนเองต่อไป โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับข้อมูลเหล่านี้

ต้องการที่จะรู้วิธีการทำกำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่มีความเกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาน้อยที่สุด แต่บอกตัวเองว่าต้องรู้ให้มากที่สุด

มองหาระบบเทพ ที่กูรูมักจะบอกว่า เค้าก็ใช้ระบบนี้ แต่คุณต้องผ่านเงื่อนไขบางอย่างก่อน จึงจะใช้ระบบนี้ได้ นักเทรดก็ใจอ่อนตามเค้าไปเพราะพอร์ตเค้าโชว์พอร์ตกำไรอยู่ตลอดเวลา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตัวนักเทรดเองอาจเคยผ่านมาแล้วทั้งหมด หรืออาจจะมีประสบการณ์ยิ่งกว่านี้ก็อาจเป็นได้ ถามว่า อะไรเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักเทรด overtrade กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ดีว่าตลาดเทรดค่าเงินก็ยังอยู่ให้เราเข้ามาประลองฝีมือ และทำกำไรกันได้แทบจะทุกวันในบางตลาด คำตอบก็คือ “ความโลภ” นักเทรดยังไม่สามารถเอาชนะความโลภในใจได้ นั่นก็หมายถึงนักเทรดขาดวินัยในการเทรดอย่างรุนแรง 

หากนักเทรดตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะทำกำไรเพียงวันละ 2-3% หากสามารถทำได้แล้วจะหยุด ก็ขอให้หยุดได้ตามนั้น มิใช่ว่าขยับเป้าหมายออกไปเรื่อย ๆ เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณมีความจำเป็นที่จะต้อง overtrade เข้าไปด้วย และอารมณ์ ณ ขณะนั้น หากผิดทางขึ้นมาแล้วละก็จะเรียกได้ว่าอาจจะกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว เพราะความอยากเอากำไร 2-3% นั่นคืนมา แต่ก็ทำได้ยากเสียแล้ว 

การมีวินัย เอาชนะความโลภได้ เป็นสิ่งสำคัญ 
การ overtrade หากไม่ชัวร์พอ ก็ไม่ต่างกับการพนัน ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

การเทรดค่าเงิน คืออิสระทางการเงินจริงหรือ แล้วจะเริ่มต้นยังไงกันดี




แน่นอนว่าเทรนด์มาแรงแห่งปีที่ไม่น้อยหน้าใคร คือ อิสระทางการเงิน การหารายได้เสริม ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ก็จะเป็นการเทรดค่าเงิน ซึ่ง forex มาแรงมาก ด้วยความที่หลาย ๆ คนต้องการอิสระทางการเงิน การระดมทุนเพื่อจ่ายเงินปันผล หรือดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกเป็นรายวัน รายเดือน จึงเกิดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด และอ้างว่านำเงินไปเทรดในตลาด forex แรก ๆ จะจ่ายปันผลดี และตรงตามเวลา แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไปสักพัก ก็จะมีการหยุดจ่าย หรือสุ่มจ่ายเฉพาะบางคน และไม่จ่ายเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าเทรดเสีย หรือล้างพอร์ต ไม่มีเงินมาจ่ายปันผลอีกต่อไป คนเหล่านี้คิดมาแล้วว่าเล่นกับความโลภของคนมันง่าย และคนเราก็ลืมไปว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ

ถ้าเราอยากรู้ว่าตลาด forex หรือตลาดการเทรดค่าเงินยากหรือง่าย ก็ให้เราลงมือเทรดเองจะดีกว่า เลือกโบรคเกอร์ และทำการกรอกเอกสารต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากมากเกินความสามารถ และยังไม่ต้องเติมเงินเข้าพอร์ตจริงหรอก เปิดบัญชี demo เทรดเลย ... อ้าว !! เทรดเลยหรอ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยเนี้ยะนะ !! ... ตอบว่า “ใช่” กดเข้าไปเลย เพื่อจะได้รู้ตัวเองว่าคุณชอบให้แนวทางนี้เป็นอิสระทางการเงินของคุณในอนาคตหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เชื่อว่าคุณจะต้องคิดและบอกตัวเองว่า “เอาหละ ต่อไปนี้จะศึกษาการเทรดอย่างจริงจังแล้วนะ” 

การเทรดค่าเงิน หรือการเทรดหุ้นก็เช่นเดียวกัน คุณอาจจะเข้ามาเพราะกระแสบอกว่าใช้ EA ก็ทำกำไรได้แล้ว หรือ Copy trade ก็ทำกำไรได้เช่นเดียวกัน อันนี้ไม่เถียง แต่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ยังไงก็ต้องขาดทุนเข้าให้สักวันจนได้ เพราะคุณไม่เข้าใจระบบที่ใช้จะทำให้คุณจัดการกับ Money Management ไม่ได้ บางคนยังไม่ทันได้กำไรเลยก็ขาดทุนจนเข็ดขยาดกันไป เพราะลงครั้งแรกก็จัดหนัก จัดเต็มกัน เวลาขาดทุนก็โดนไปเต็ม ๆ (อาจจะส่วนหนึ่งเท่านั้น)

ลองถามตัวเองว่า การเริ่มต้นในภาควิชาการเทรดค่าเงินคุณจะเริ่มต้นอย่างไร
เทรดด้วย DEMO
เทรดด้วย EA
เทรดด้วย Copy trade
เทรดด้วย signal
เทรดด้วยตัวเอง (พอร์ตจริง)

เรามาดูกันว่าแต่ละช่องทางเป็นอย่างไรกันบ้าง

เทรดด้วย DEMO  คุณจะได้วินัย ได้ทดสอบระบบที่คุณได้เรียนรู้มาได้อย่างไม่จบสิ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินออกจากกระเป๋าเลย ย้ำ!! ถ้าคุณเข้า – ออก order ตามระบบคุณจะได้วินัยแน่นอน เคยอ่านเจอในเว็บไซต์ pantip นักเทรดบางคนใช้ DEMO เกือบปี กว่าจะลงเงินจริงได้ และอยู่ในตลาดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าเอาชนะตลาดได้ แต่หมายถึงเค้าสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอกับระบบที่เค้าฝึกฝนมาตลอดเวลาเกือบปีต่างหาก

เทรดด้วย EA กระแสการใช้ EA มาแรงไม่น้อยแต่ก่อนจะเข้าไปใช้ให้เราทำความเข้าใจกันก่อนว่า EA ตัวนี้ใช้อย่างไร เพื่อที่เราจะได้นำมาจัดการกับ Money Management ได้ บางตัวใช้ระบบมาร์ติงเกล เวลาที่ได้กำไรจะได้มากถึง 100%+ เลยทีเดียว แต่เวลาขาดทุนก็ล้างพอร์ตเอาง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราต้องรู้จัก EA ให้ดีก่อนใช้จริง จะได้ stop loss ได้ทันก่อนที่จะโดนลากจนพอร์ตสะอาดกันไป

เทรดด้วย Copy trade ระบบนี้เราไม่ต้องทำอะไรเลย คนที่เราเข้าไป Copy เค้าออก order ยังไง พอร์ตของเราก็ออกไปด้วยตามนั้นทุกอย่าง ถ้าเค้าเทรดได้เราก็ได้ แต่ต้องหัก % ให้เค้าไป ถ้าเค้าเทรดเสียเราก็เสียหายไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น Copy trade ก็คือคนคนหนึ่ง มีช่วงเวลาของการเทรดเสียด้วยเหมือนกัน หากจังหวะที่เราเข้าไป Copy trade เค้าเทรดเสียพอดี ก็เป็นอันล้างพอร์ตตามกันไป แต่ข้อดีก็คือ ถ้าเราเฝ้าติดตามการเทรดของนักเทรดเราจะเสมือนได้เรียนรู้วิธีการออก order ของผู้มีประสบการณ์ได้อีกทาง

เทรดด้วย signal การเทรดด้วยระบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องเฝ้าติดตาม signal อย่างใกล้ชิด และเข้า order ตามเวลาที่แจ้งมาด้วย หากคลาดเวลาก็ถือว่าคลาด signal นั้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่า signal นั้นจะถูกต้องไปซะทุกครั้ง นักเทรดต้องจดบันทึกสถิติเอาเอง จะเชื่อหรือไม่ก็ต้องวิเคราะห์กันอีกที หรือจะใช้ระบบส่วนตัวเข้าช่วยสนับสนุนด้วยก็จะทำให้มีความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง

เทรดด้วยตัวเอง (พอร์ตจริง) หลาย ๆ คนบอกว่าเทรดด้วยความรู้ของตนเองดีที่สุด ไม่ว่าจะเทรดได้กำไรหรือขาดทุนก็ตาม เราก็จะรู้ได้ว่าเพราะอะไร ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก ๆ และที่สำคัญการเทรดด้วยพอร์ตจริง ห้าม Overtrade โดยเด็ดขาด จัดการกับ Money Management ให้ดี ๆ เพราะโอกาสขาดทุนและทำกำไรมีมากพอ ๆ กัน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าอีก 1 นาทีข้างหน้ากราฟจะเป็นไปตามที่เราคิดไว้หรือไม่

เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ การศึกษาเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ การหาหนังสือดี ๆ มาอ่าน การแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน จนกระทั่งนำมาทดสอบด้วยตนเองจะทำให้เราตอบตัวเองได้ว่า มันคือหนทางของอิสระทางการเงินของคุณแล้ว ใช่หรือไม่ ?

Time Frames ที่ชอบกับการเทรดที่ใช่




คำว่า “ Time Frames “ หรือ “ กรอบเวลา “ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่เทรดเดอร์ใช้ในการตัดสินใจเข้า order ซึ่งก็นำมาใช้กับทุก ๆ ตลาด ทั้ง forex option หรือหุ้น 

หากคุณมีความแม่นยำ ซึ่งต้องมั่นใจว่าได้ศึกษามาแล้วเป็นอย่างดี และชอบทำกำไรด้วยความรวดเร็ว ก็อาจจะเลือก TF1 – TF30 (แต่ย้ำ!! ว่าคุณต้องแม่นในระดับสูง) แต่หากคุณต้องการดูเทรนด์ให้แน่นอนว่าทิศทางไปทางไหนก่อนที่จะเข้า order ก็ให้ดูจากกรอบเวลา Day เป็นหลักก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเข้าใน TF เล็ก ๆ ต่อไป ก็จะทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่า ทิศทางเทรนด์ในวันนี้จะไปทางไหน จังหวะที่กราฟย่อตัวคุณก็จะไม่ตกใจจนเกินเหตุ ยกเว้นว่ามีข่าวแรง ๆ เข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้กราฟผิดทางไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

เรามาดูกันสักนิดในเรื่องของ Time Frames ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1.การเทรดระยะยาวหรือที่เราอาจจะเรียกว่าการลงทุน ซึ่งระยะเวลานี้จะใช้ช่วงเวลาในการเข้า order น้อยครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลานานมากกว่าจะปิด order ซึ่งอาจะหมายถึงมากกว่า 1 สัปดาห์ 1 หากเป็นตลาดหุ้นก็ถือกันเป็นปีเลยก็ได้ 

จุดเข้า order ของคนกลุ่มนี้จะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง เพราะผ่านการเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน คือหากไม่เห็นสัญญาณก็จะไม่เข้า order เด็ดขาด ดังนั้นในระหว่างวันเค้าเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยสนใจมากนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะมีการย่อตัวของกราฟเกิดขึ้น และเค้าได้ money management เอาไว้เรียบร้อยแล้ว และหากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ cutloss ออกไป เริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน

การเข้า order ส่วนใหญ่จะเข้าในจังหวะที่กราฟเป็นเทรนด์ เมื่อมีกำไรก็อาจจะยังไม่ปิด order เพราะเห็นแล้วว่ากราฟจะไปต่อไปอีก แต่จังหวะที่กราฟย่อตัวลงมา ก็จะเปิด order ซื้อเข้าไปอีก เพราะหวังทำกำไรไปจนเกือบสิ้นสุดเทรนด์ จึงทำให้คนกลุ่มนี้สร้างกำไรได้มากอย่างน่าอัศจรรย์ 

แต่..ช้าก่อน ไม่ได้เทรดกันได้ง่าย ๆ เลย ณ จุด ๆ นี้ เพราะกว่าจะดูเทรนด์ออก กว่ากราฟจะเป็นเทรนด์ พวกเค้าต้องอดทนเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน แต่หากทำสำเร็จก็ถือว่าเป็นจุดทำกำไรที่ดีงามทีเดียว

2.Swing Trading ระยะนี้เป็นระยะกลาง ๆ อาจจะถือ order ไว้มากกว่า 1 วัน แต่จะไม่ถือข้ามสัปดาห์เพราะเป็นห่วงในเรื่องของ gab ของการเปิดตลาดในวันจันทร์ที่เอาแน่นอนไม่ได้ หากถูกทางก็ถือว่าโชคดีมีกำไร หากผิดทางแล้วเงินในพอร์ตมีไม่พอ ก็อาจทำให้ล้างพอร์ตเอาดื้อ ๆ ได้เลย อีกอย่างบางคนเตรียมความพร้อมโดยการตั้ง stop loss ไว้ แต่พอเกิด gab ข้ามเส้น stop loss ไป ทำให้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย (ส่วนนี้เกิดขึ้นกับตลาด forex เป็นส่วนใหญ่ เพราะตลาดปิดเสาร์ – อาทิตย์) 

เทรดเดอร์กลุ่มนี้จะสามารถเปิด order ได้บ่อยครั้ง มากกว่ากลุ่มแรก กรอบเวลาที่ใช้ก็จะขยับมาเป็น H1-H4 แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูเทรนด์ Day ก่อนที่จะเปิด order ด้วยเช่นกัน การปิด order ก็จะปิดเร็วขึ้นกว่าด้วย หากเค้าเห็นว่ามีกำไรพอสมควรแล้วก็จะปิดทันที แล้วหาจังหวะเข้าทำกำไรใหม่ ซึ่งข้อดีคือพวกเค้าจะสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรัดกุมมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้พลาดแนวโน้มครั้งใหญ่ไปได้เหมือนกัน

3.Day Trading เป็นของชอบสำหรับนักเทรดรุ่นใหม่ พวกเขามักใช้กรอบเวลาเล็ก ๆ ในการเทรด วัดกันเป็นรายนาที หรือชั่วโมงเลยทีเดียว แต่นักเทรดรุ่นเก๋าก็ใช้ร่วมด้วยเช่นกันเพราะมีความชำนาญในการดูราคามาเป็นเวลานาน เค้าจะมองออกว่า หากราคาขึ้นไปถึงตัวเลขนี้ จะย่อลงมาก่อนแล้วจะเด้งขึ้นไปอีกที เค้าก็จะหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่กราฟย่อเพื่อทำกำไรในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

นักเทรดกลุ่มนี้จะสามารถสร้างกำไรได้พอสมควรไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป และอยู่ในกรอบของคำว่า “ต้องไม่ overtrade” ด้วย หากเกิดการขาดทุนขึ้นมาก็ไม่เสียหายมากเท่าไร ความเสี่ยงจากการถือสถานะไว้ข้ามคืนก็ไม่มีด้วยเช่นกัน ก็เป็นการเทรดจบเวลาอันรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละกรอบเวลามีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป หากเทรดเดอร์พิจารณาแล้วว่าต้องการเทรดทุกช่วงเวลา เพื่อทดสอบความสามารถหรือเหตุผลใดก็ตาม ก็ควรแยกพอร์ตออกไปให้ชัดเจน เพื่อจะได้ประเมิณตนเองได้ดีกว่าที่จะนำทั้ง 3 กรอบเวลามารวมกัน จะทำให้สรุปผลยากมากขึ้น

รู้จัก Indicator ตัวช่วยในการเทรด




นอกจากอินดิเคเตอร์แล้วก็ยังมีตัวกราฟแท่งเทียน และเส้นเทรนไลน์อีกที่เราต้องค่อย ๆ เรียนรู้เพราะเป็นส่วนสำคัญในการเทรดด้วยเช่นกัน

เรามาเจาะในเรื่องของ Indicator กันก่อน เพราะมีนักเทรดจำนวนไม่น้อยที่ใช้เพียง indicator ไม่กี่ตัวก็สามารถทำกำไรในตลาด Binary Option และ ตลาด Forex ได้ และยังทำให้พวกเขายืนระยะการเทรดแบบยาว ๆ กันได้เลย คืออะไร ยืนระยะการเทรดแบยาว ๆ ก็คือการสามารถอยู่ในตลาดเทรดค่าเงินแห่งนี้ได้เรื่อย ๆ มองเห็นว่าสามารถทำกำไรได้ไม่ยากเกินไป เพราะพวกเขามี indicator ที่พวกเขาเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ผ่านการทดสอบมาครั้งแล้วครั้งเล่า อาจจะมีบ้างที่ต้องพบกับการขาดทุน แต่ว่าสถิติการทำกำไรกลับมากกว่าจนน่าพอใจ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เลือกใช้มัน จริงไหม๊?

Indicator เป็นเครื่องมือทางด้านสถิติและคณิตศาสตร์ ที่มาช่วยพยากรณ์ทิศทางของราคาไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงและก็ยังเป็นตัวให้สัญญาณยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น มันจะส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าหากราคาหุ้นทะลุแนวต้านไปแล้วให้เราเข้าออเดอร์ขาย และหากราคาหุ้นทะลุแนวรับจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าให้เราเข้าออเดอร์ซื้อ เป็นต้น อินดิเคเตอร์สามารถนำมาเป็นตัวบอกสัญญาณและคาดการณ์ราคาของหุ้นในอนาคตได้ด้วย

Indicator บางตัวจะช่วยนักเทรดในการชี้ทิศทางของตลาด โดยสถิติที่ได้มานั้นก็จะเอาจิตวิทยาการเล่นหุ้นของนักลงทุนทั้งตลาดมาประเมินร่วมกับ indicator นั้นๆด้วย เพราะพฤติกรรมต่างๆของราคาปกติแล้วจะเกิดขึ้นช้าไม่ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ และก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ผิดปกติต่างๆ เช่น ข่าวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือด้านร้าย ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ indicator เหล่านี้ ส่งสัญญาณออกมาไปตามความผิดปกตินั้นได้ด้วยเช่นกัน

“อินดิเคเตอร์” ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ การใช้งานก็จะแตกต่างกันออกไป และในแต่ละตัวมีความแม่นยำต่างกัน เพราะฉะนั้นในเมื่อเราตัดสินใจเลือกใช้อินดิเคเตอร์ตัวใดก็ตามมาเป็นเครื่องมือนำทาง เราก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับมันก่อนที่จะนำมาใช้ ที่บอกว่ามีความแม่นยำก็ต้องรู้ว่าแม่นยำในจุดใด ส่งสัญญาณมาแบบไหน เราจึงเข้าออเดอร์ตาม

หากคุณเลือกใช้ Indicator เพียงเพราะคนอื่นใช้แล้วเขาสามารถทำกำไรได้มากมาย คุณก็กระโดดเข้าไปร่วมวงด้วย และคุณพบว่าคุณไม่สามารถทำกำไรจากมันได้เลย ยิ่งเทรด ยิ่งใช้มัน ยิ่งสับสน จิตใจที่เคยนิ่ง ๆ ก็กลับกระวนกระวาย เพราะคิดว่ามันจะพาคุณไปทำกำไร แต่ท้ายที่สุดกลับพบกับการขาดทุนที่คาดไม่ถึง นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้ทำความเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร มันให้สัญญาณเร็วหรือมันให้สัญญาณช้ามากน้อยขนาดไหน คุณถึงเข้าออเดอร์ได้ 

มาถึงตรงนี้แล้ว มันไม่สำคัญว่าคุณใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหน หรือไม่ใช่มันเลย แต่สำคัญว่าเครื่องมือนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่ บางคนชอบความรวดเร็ว ชอบเทรดบ่อย ๆ ก็ใช้ตัวที่ให้สัญญาณเร็ว เช่น Oscillator แต่หากบางคนสามารถรอสัญญาณที่ช้า แต่มีความแม่ยำสูง ก็อาจจะเลือกใช้ EMA ก็ได้ เมื่อคุณเลือกที่จะใช้ Indicator ตัวใดแล้วก็ตามคุณต้องระลึกไว้เสมอว่าอินดิเคเตอร์ชุดนี้จะเป็นตัวชี้นำและเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการตัดสินใจต่อการลงทุนของคุณ 

Exness