Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate

Forex, EA, Binary Option, Signals, affiliate
แหล่งความรู้สำหรับผู้เริ่มต้นการเทรดค่าเงิน มาเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างถูกต้อง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Binary Option แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Binary Option แสดงบทความทั้งหมด

Stochastic Oscillator คุณใช้งานถูกต้องอยู่หรือเปล่า





Stochastic Oscillator หลักในการคำนวณที่ลึกซื้งคงจะไม่พูดถึงในจุดนี้เพราะนักเทรดไม่ได้ใช้กันอยู่แล้ว แต่นักเทรดควรรู้ว่า เส้นทั้ง 2 เส้นมีความหมายว่าอย่างไร
  • เส้น %D สีน้ำเงินคือการเทียบราคา HI ของวัน
  • เส้น %K สีแดงจะเป็นผลการคำนวนของค่าเฉลี่ยเส้นแรก

ความเข้าใจอย่างง่ายสำหรับ Stochastic Oscillator คือมันจะช่วยบอกการแกว่งของราคา หากราคาปิดเข้าใกล้จุด HI ของวัน เส้นมันจะขยับเข้าใกล้ 100 ไปเรื่อย ๆ ยิ่งอยู่ในโซนใกล้ 100 หลายวัน ก็หมายความว่าราคาปิดจะสูงขึ้นไปอีกได้ และในขาลงหากปิดต่ำกว่า HI ของวัน Stochastic Oscillator ก็จะลดระดับลงต่ำเข้าใกล้ 0 มากขึ้นไปเรื่อย ๆ 

แต่หากจะดูว่ามันเป็นเทรนด์ขาขึ้น หรือขาลงแล้วก็สามารถดูได้จาก
  • การที่มันเข้าถึง 80  และขยับตัวอยู่ในโซนนี้ได้เรื่อย ๆ และนาน นั่นหมายความว่ามันเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และให้สัญญาณว่าราคาจะปิดที่ใกล้ไฮของวันได้เรื่อยๆ
  • การที่มันลงมาเข้าสู่เขต 20 และรักษาราคาในโซนนี้ได้เรื่อย ๆ มันก็บอกกับเราว่าเป็นเทรนด์ขาลงอย่างแข็งแกร่งด้วยเช่นกัน
นักเทรดหลาย ๆ ท่านเข้าใจว่า
  • หากเส้นสีน้ำเงินเข้าถึง 80 ให้เตรียม sell หากมันตัดกับเส้นแดงลงมา 
  • และหากเส้นน้ำเงินลงมาถึง 20 ให้เตรียม buy หากมันตัดกับเส้นแดงขึ้นไป 
แต่ลองสังเกตดุดี ๆ ละกันว่าอย่างไหนกันแน่ที่เจ้า Stochastic Oscillator บอกกับเรา เพราะบางทีมันอาจจะช่วงเวลาที่กราฟย่ออยู่ หรือมันบอกกับเราว่ารอต่อไปอีกสักหน่อยเถิดนักเทรดทั้งหลาย ยังไม่ต้องรีบ buy หรือ sell จนเกินไป มิเช่นนั้นท่านอาจจะต้องทนถือขาดทุน , cut loss , หรือขายหมูไปก่อนก็อาจเป็นได้นะ .. แบบนี้ต้องทดสอบกันหน่อยแล้วหละ ..

คิดจะเป็นนักเทรดต้องใจเย็น





ความใจเย็น จะทำให้นักเทรดเฝ้ารอได้ จริง ๆ แล้วก่อนที่จะเข้ามาในตลาดการเทรดค่าเงินจนกระทั่งเปิดพอร์ตเทรดได้จริง คุณอาจจะต้องใช้เวลานานเป็นปีเลยทีเดียว เพราะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในแต่ละตลาดมีวิธีการเทรดอย่างไร

หากคุณสนใจการเทรด binary option ก็ต้องเข้าใจวิธีการเทรดก่อน เพราะว่าจะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น หากคุณกด call หรือ put ก็จะมีเวลาในการทำกำไรเข้ามากำหนด เวลาก็จะนับถอยหลังไป จนกระทั่งหมดเวลา หากนักเทรดเข้าสัญญาถูกทางก็เป็นอันรับกำไรเข้ากระเป๋ากันไป แต่หากขาดทุนก็สามารถหาจังหวะเข้าเทรดได้อีกครั้ง แต่ในรายละเอียดจะมีมากกว่าที่กล่าวมาแล้วนี้ มิใช่เพียงการกด call หรือ put เท่านั้น หากนักเทรดสนใจในการเทรด binary option จริง ๆ ก็ให้เริ่มศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าทำไมจึงมาเป็น binary option วิธีการเทรด ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง ก็จะทำให้นักเทรดประสบความสำเร็จได้ จะเห็นได้ว่ากว่าจะทำความเข้าใจในส่วนต่าง ๆ เพียงแค่เบื้องต้นก็ดูจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ในการศึกษากันเลยทีเดียว นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องใจเย็น ๆ เข้าไว้

มาถึงตลาดใหญ่ที่สุดของการเทรดค่าเงินกันบ้างนั่นคือ ตลาด forex นักเทรดเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่า ตลาดนี้คืออะไร แล้วทำไมนอกจากการเทรดหุ้นแล้ว ถึงมีการเทรดค่าเงินด้วย ที่เราได้ยินมาว่าเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเป็นอย่างไร ลักษณะไหนกันแน่ แล้วจะมีวิธีการใดที่จะลดความเสี่ยงนั้นลงได้ จนทำให้เราสามารถทำมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับเรา นอกจากกดออก order แล้วรอรับกำไร (หรือขาดทุน) ยังมีเครื่องมือใดอีกบ้างที่จะมาเป็นตัวช่วยให้การเทรดของเราง่ายขึ้น ที่เค้าว่ากันว่าต้องมีวินัย , ต้อง MM , ต้องควบคุมความโลภ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ยังจะรวมไปถึงการ copy trade และการใช้ ea ตัวช่วยในการเทรดอีก เป็นต้น

มาจนถึงตรงนี้แล้ว ดูจะต้องใจเย็นจริง ๆ แล้วใช่หรือไม่ เกาะขอบสนามเก็บรายละเอียดไปก่อนก็ได้ครับ ค่อย ๆ ศึกษาไปทีละอย่าง เดิมทีอาจใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกมส์ ฟังเพลง ดูหนัง ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นหนังสือการเทรดดี ๆ สักเล่มเพื่ออ่านทำความเข้าใจในส่วนต่าง ๆ ไปก่อน หากอ่านแต่ตัวหนังสือแล้วมองไม่ออก สมัครเปิดพอร์ตเทรดโดยการใช้ demo ไปก่อนก็ยังได้ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าใจมันมากขึ้นว่าแท่งเทียนลักษณะไหน หมายถึงอะไร บอกอะไร หรืออินดิเคเตอร์ตัดกัน 2 เส้น ให้เข้า order ได้ แต่ระวังสัญญาณหลอกเป็นยังไง สักพักจะค่อย ๆ เข้าใจไปเองครับ

สำคัญมาก ๆ ในเรื่องของการเงิน ระหว่างที่คุณกำลังเริ่มต้นศึกษาในส่วนต่าง ๆ ก็จะพอมองออกว่าต้องมีการกำหนดเงินทุนในการเทรดด้วย และทุก ๆ ตำราก็จะบอกว่าต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น เงินที่หากเกิดการขาดทุนขึ้นมา คุณก็ไม่เดือดร้อน และสามารถคิดบวกได้ว่า นั่นคือค่าความรู้ คุณอาจจะกลับไปทดลองระบบกับ demo ใหม่ก่อนก็ได้ หรือคิดว่าสามารถแก้ไขในจุดบกพร่องได้แล้ว จะเทรดต่อด้วยเงินจริงก็เอาที่สะดวกได้เลย

เงินเย็น ผนวกกับใจเย็น ผลน่าจะออกมาดีกว่า เงินร้อน ผนวกกับใจร้อน นะครับ

นักเทรดแบบ Day Trade จะวิเคราะห์กันอย่างไร






เนื่องจากการเทรดค่าเงินเป็นตลาดของต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงควรรู้ว่าตลาดในแต่ละคู่เงินเปิด - ปิดตอนกี่โมง เพราะจะทำให้ไม่เสียเวลานั่งเฝ้ากราฟกันทั้งวันทั้งคืน เพราะในช่วงเวลาที่ตลาดปิดกราฟก็จะไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ จะนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น จนตลาดเปิดและมีแรงของสภาวการณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบจะทำให้มีความเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง

นักเทรดแบบ day trade ก่อนที่จะเข้าเทรดอาจจะเช็คแนวโน้มของวันก่อน ว่าวันนี้แนวโน้มของคู่เงินนั้น ๆ อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หรือขาลง และตัดสินใจหาจังหวะเข้าเทรดกันอีกที แนวโน้มจะบอกอะไรเรา ? มันจะบอกว่า ถึงแม้ว่าในระหว่างวันอาจมีการเปลี่ยนทิศทางไปบ้างแต่อย่างไรแล้วโดยทฤษฎีก็จะกลับเข้ามาอยู่ในแนวโน้มเดิม จนกระทั่งเดินทางไปถึงจุดกลับตัว ซึ่งต้องระวังกันให้มาก เพราะนักเทรดอาจคิดว่าราคาอาจจะไปได้อีก แต่เอาเข้าจริง ๆ กราฟได้เปลี่ยนแนวโน้มแล้ว ต้องหาทางออก order ให้ทัน หรือไม่ก็ cut loss ออกไปก่อนได้เลยแล้วค่อยหาจังหวะเข้าทำกำไรกันใหม่

ความยากมันอยู่ที่จุดตัดสินใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะใช้การคาดการณ์ของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็คงไม่ได้ ดีไม่ดีเข้า order กันคนละกรอบเวลา ก็ทำให้เห็นกราฟไม่เหมือนกันแล้ว การเทรดแบบ day trade เป็นการเทรดด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไม่มากในแต่ครั้ง เพราะจะเข้า order เฉพาะจังหวะที่นักเทรดได้คิดไว้แล้วเท่านั้น และจะไม่ถือกันยาว แค่เพียงเห็นว่ามีผลกำไรพอประมาณแล้วก็ปิด order ออกได้เลย เพราะตามธรรมชาติกราฟจะมีการย่อตัวเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะย่อแล้วกลับไปทิศทางเดิม หรือเปลี่ยนทิศทางสักแท่งสองแท่ง แล้วจึงกลับไปทิศทางเดิมอีก

จะเห็นได้ว่าการเทรดแบบ day trade จะเป็นการเทรดแบบรีบ ๆ เร่ง ๆ สักนิด เพราะคือ รีบเข้า รีบออก เก็บเงินเข้ากระเป๋าก่อน แล้วหาจังหวะเข้าไปใหม่ แล้วก็รีบออกอีกครั้ง นักเทรดบางคนเห็นจังหวะดี ๆ หลาย ๆ ครั้งใน 1 วัน ก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อาจจะครั้งละ 10$ แต่ 5 ครั้ง ก็เป็น  50$ แล้ว และใช้เวลาอาจจะเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยไม่สนใจว่ากราฟจะไปต่อได้อีกหรือไม่ เน้นว่าไม่มีอะไรแน่นอนเก็บเงินเข้ากระเป๋าไว้ก่อนดีที่สุด

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับนักเทรดทางเทคนิคที่เทรดไปตามแนวโน้ม หรือเลือกใช้กรอบเวลาใหญ่ ๆ ก็อาจจะต้องถือสัญญากันไปยาว ๆ ข้ามวัน ข้ามคืน แต่ก็อาจจะสร้างกำไรได้มากกว่า หรือน้อยกว่า ก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ใช้เวลามากกว่าแน่นอน 

เทรดด้วย DEMO ก่อนไม่ดีตรงไหน






ในบทความนี้จะมาขยายความในเรื่องของการเทรดด้วย DEMO แบบเต็ม ๆ สักหน่อย เพราะบทความก่อน ๆ เขียนไว้ประปรายไม่ได้เข้าถึงมากมายนัก

เชื่อว่ามีหลาย ๆ คนมักจะได้รับข้อมูลมาว่าให้เทรดเงินจริงไปเลย เพราะเชื่อได้เลยว่าให้ความรู้สึกต่างกันมากหรือเทียบกันไม่ได้เลย อันนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่าลืมว่านักเทรดหน้าใหม่มักจะขาดทุนกันซะมากกว่าเพราะขาดความรู้ วินัย และประสบการณ์ เวลาขาดทุนเงินจริงก็หมดไป ยิ่งเป็นเงินร้อนด้วยแล้วละก็ ให้ความรู้สึกต่างกับเงินเย็น หรือเงินปลอมแบบออกอาการที่เห็นได้ชัดเลย ดีไม่ดีก็จะออกแนวโทษสิ่งรอบข้างซะมากกว่าจะโทษตัวเองที่ขาดความรู้ด้วยซ้ำไป

ถ้านักเทรดอยากรู้ว่าความรู้สึกในสนามเงินจริงเป็นอย่างไรก็สามารถพิสูจน์ได้ เพื่อรับความรู้ หรือความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาให้เต็มที่ ในยามที่ขาดทุนอย่าได้พยายามเอาคืนเด็ดขาด ให้พยายามหยุดตนเองให้ได้ แล้วกลับมาตั้งหลักกันใหม่เรียนรู้อย่างจริงจังด้วยระบบ demo ไปก่อนสักพักใหญ่ ๆ จนคุณได้ระบบเทรดของตัวเอง ก็ค่อยเริ่มเติมเงินในพอร์ตก็ยังไม่สายนี่นา

บางคนที่เทรดด้วยระบบ demo ก็มักจะ overtrade เพื่อต้องการเห็นเงินก้อนโต หรือกำไรมาก ๆ ให้พอขำ ๆ ไปวัน ๆ (ก็ไม่รู้จะหลอกตัวเองไปทำไม) นักเทรดต้องใช้ระบบ demo ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เรามาดูกันว่าจะซ้อมมือกันยังไงดี

  • เริ่มจากการตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อนว่าเราจะเทรดด้วยวิธีไหน เช่น เทรดข่าว , เทรดด้วย EA , เทรดด้วยอินดิเคเตอร์ , เทรดด้วยกราฟเปล่า , เทรดด้วยการเช็คราคา ก็ให้เลือกมาสักอย่าง 
  • เริ่มบริหารจัดการการเงินหรือที่เราเรียกกันว่า MM นั่นแหละ 
  • เติมเงิน demo ก็ให้เติมให้เท่า ๆ กับที่เราคิดว่าเราจะลงทุนจริง ๆ 100$ 200$ หรือ 500$ ก็ว่ากันไป 
  • เปิด lot แรกเริ่มต้นที่ 0.01 , 0.03 , 0.05 ก็คำนวณไปตามเงินทุน โดยส่วนใหญ่แนะนำให้นำ 3,000 ไปหารเงินทุนจะได้ lot ที่เหมาะสม
  • การออก order จะออกตามสัญญาณไหน ก็ต้องมีวินัย ไม่เห็นสัญญาณชัดเจน เราจะไม่ออก order หรือจะไม่กด call หรือ put ใด ๆ ทั้งสิ้น นั่งมองอย่างเดียว
  • เมื่อเห็นสัญญาณก็ให้กดออด order ไปตามนั้น ถ้ากราฟวิ่งไปแล้วถูกทางเป็นอันว่าสัญญาณที่เฝ้ารอถูกต้อง
  • การปิดกำไร หากเป็น Binary option ที่ถูกกำหนดด้วยช่วงเวลาก็หายห่วงไม่ต้องลุ้นมากนัก และหากเป็น forex ก็อย่าได้โลภนั่งรอกำไรอีกนิด กำไรอีกหน่อย ได้พอสมควรแล้วก็ปิดได้เลย เป็นต้น

หากสัญญาณที่คุณพยายามฝึกฝน ให้แนวโน้มทำกำไรได้ ก็อย่าได้ชะล่าใจคิดว่านี่ละเจอแล้ว ให้คุณฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ หากไม่รีบมาก ก็ 3 เดือน – 1 ปีเลยก็ได้ ไม่ได้ประชดหรือโอเวอร์อะไรนะครับ เพราะแต่ละช่วงเวลามันจะต้องผ่านข่าวดี ข่าวร้ายที่มากระทบกับค่าเงินโดยตรงอีกมาก ซึ่งเทคนิคต่าง ๆที่คุณเพียรพยายามฝึกฝนมา มันจะถูกทำลายลงทั้งหมดด้วยข่าวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน 

ดังนั้นนอกจากการฝึกฝนวินัยและความโลภแล้ว ยังต้องแพรวพราวไปด้วยกลยุทธ์ของการแก้ไขพอร์ตในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย อย่าลืม!! จดบันทึกการเทรดด้วยทุกครั้ง เพราะพรุ่งนี้คุณก็จะลืมเมื่อวานไปแล้วว่าเทรดอย่างไร ได้เพราะอะไร เสียเพราะอะไร แล้วกลับมานั่งอ่าน นั่งวิเคราะห์ดู บางทีคุณอาจจะพบว่า คุณทำผิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยยังไม่แก้ไข หรืออาจจะเจอจุดที่ทำกำไรได้อยู่ตลอด แต่คุณลืมมันไปแล้วนั่นเอง

คุณแค่เพียงจำลองเหตุการณ์ให้เหมือนจริง คุณก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกจริง ๆ ด้วยเช่นกัน เวลาขาดทุนอย่างน้อยเงินจริง ๆ ก็ยังอยู่ในกระเป๋าเรา แต่เวลากำไรก็ถือว่าได้ความรู้ติดตัวต่อยอดในวันข้างหน้าได้ด้วย

ระบบเทรดเทพ ทำกำไรไม่อั้น





ระบบเทรดเทพ ทำกำไรไม่อั้น ได้ยินแบบนี้แล้วแทบจะกระโจนเข้าไปขอใช้ทำกำไรสัก 200% กันเลยทีเดียว ไม่ใช่ประชดนะครับ แต่มีจริง ๆ และเทพแห่งตลาดเทรดค่าเงินหลาย ๆ คนเค้าก็สงวนไว้ใช้เอง หรือไม่ก็เปิดคอร์สอนแบบเงียบ ๆ ใครจะมาเจอคอร์สที่ประกาศไว้หรือไม่ก็ตามเค้าอาจจะไม่ได้ใส่ใจประเด็นตรงนี้มากนัก เพราะเทรดเองก็มีกำไรอยู่แล้ว แต่การเปิดคอร์สสอนก็เป็นการสร้างรายได้อีกทางเท่านั้นเอง คล้าย ๆ กับว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและเป็นการให้ความรู้กับผู้อื่นจากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานด้วย 

บอกเลยได้ไหม๊ ? ไม่ต้องเก็บเงินได้หรือเปล่า ? !! .. อยากให้เข้าใจกับคำว่า “นักลงทุน” เมื่อมองเห็นโอกาสสร้างรายได้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเก็บเงินค่าความรู้ ค่าประสบการณ์ ค่าเสียเวลากันบ้าง หากจะให้โฉ่งฉางแบบการระดมทุนก็สามารถทำได้ แต่นักลงทุนที่ดีเค้าก็จะไม่ค่อยทำกัน เพราะรู้ดีว่าตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง และนักเทรดหน้าใหม่มักหัวใจวัยรุ่นอยากรวยเร็ว ๆ แบบข้ามวันข้ามคืน ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้หากคุณยังขาดองค์ความรู้อย่างแท้จริงในการเทรดอยู่ เพราะวันนี้คุณทำกำไรได้ ไม่กี่วันหรอกคุณก็ขาดทุนอยู่ดี ดังนั้นการเก็บเงินค่าคอร์สก็ดูจะเป็นความเหมาะสม เพราะผู้สอนเองก็ต้องสละเวลาส่วนหนึ่งในการสอนและติดตามผลงานของลูกศิษย์ด้วยเช่นกัน และหากสอนคนจำนวนมากหรือเขียน E-book ขาย ก็ดูจะเป็นการสื่อสารทางเดียวมากจนเกินไป หากดูแลไม่ทั่วถึงก็เกิดความเสียหายแก่ผู้สอนได้อีก ซึ่งไม่คุ้มกันเลย

ระบบเทรดที่สุดยอด ที่นักเทรดต่างตามหาก็อยู่ตรงหน้าพอร์ตของคุณทุกวันอยู่แล้ว แต่ประสบการณ์ต่างหากที่ต่างกัน เรียกง่าย ๆ ว่าความเก๋าเกมส์นั่นแหละ เพราะเทรดเดอร์เก่ง ๆ หลายคน เทรดกราฟเปล่า หลายคนเทรดตามข่าว และหลายคนใช้อินดิเคเตอร์ EMA เพียง 2 เส้นเท่านั้น

ให้เข้าใจง่าย ๆ กันอีกหน่อยก็คือ นักเทรดถนัดการเทรดแนวไหน ให้ตอบตัวเองให้ได้ก่อน ใช้กรอบเวลาไหนแล้วทำกำไรได้มากที่สุด ในช่วงเวลา 1-3 เดือน (ไม่ใช่เพียง 1 สัปดาห์นะครับ) ก็หมั่นศึกษาในส่วนนั้นต่อไป ส่วนไหนที่ยังผิดพลาดก็ให้จดบันทึกเอาไว้และพยายามแก้ไขไปที่ละจุด หรือว่าถนัดการเทรดกราฟเปล่าเพียงแค่ดูแท่งเทียนก็สามารถทำกำไรได้แล้ว ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เพราะนั่นคือระบบการเทรดของนักเทรดเอง เพราะหากเรามัวแต่ฟังบรรดาเหล่าเทพบรรยายสรรพคุณของระบบของเค้า แต่เราไม่เข้าใจ เราก็ไม่สามารถทำกำไรแบบเค้าได้หรอก แล้วพาลจะไปบอกว่าระบบของเค้าไม่เอาซะดื้อ ๆ 

หาระบบเทรดให้ตัวเองจะเป็นการดีที่สุด และระหว่างการเทรดหากจะต้องมีการเปิด order เพิ่มเพื่อแก้พอร์ต หรือ cut loss ออกไป นั่นก็คือแนวทางของคุณแล้ว ที่เหลือก็คือการอาศัยประสบการณ์เข้าร่วม เพราะเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์จะสามารถบอกคุณเพิ่มเติมได้ในส่วนที่คุณขาดหายไป หากความรู้ที่ได้รับมานำมาผสมผสานกับระบบเทรดของคุณแล้วลงตัวพอดี นั่นก็ยิ่งเพิ่มความขลังของระบบเข้าไปได้อีก และยิ่งจะเรียกความมั่นใจในการเทรดได้มากเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว แต่อย่าลืมกฎข้อสำคัญของการเทรด ซึ่งนั่นก็คือ “รักษาวินัย และไม่โลภ” ระบบนี้สุดยอดที่สุดแล้วครับ


Over Trade ตาดีได้ ตาร้ายเสีย




เป็นที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่ง ผู้คนที่เข้ามาในตลาดเทรดค่าเงินใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Binary Option หรือ Forex ส่วนใหญ่มักจะได้กำไรกันทั้งสิ้น (ขอใช้คำว่าส่วนใหญ่) จึงทำให้เค้าเหล่านั้นมันจะฮึกเฮิมและคิดว่าก็ไม่ได้ยากอย่างที่ใคร ๆ เค้าว่ากันนี่นา

แต่พอถามว่าใช้ระบบอะไรในการเข้าทำกำไร หมายถึง อินดิเคเตอร์ตัวไหน หรือดูกราฟเปล่า เค้ากลับไม่สามารถบอกเราได้เลย หรืออาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าอินดิเคเตอร์คืออะไร เพราะเข้ามาด้วยคำว่าโชคช่วย หรือมีดวงทางด้านนี้เท่านั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับเทคนิคต่าง ๆ เท่าใดนัก และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการ Over Trade นำพาไปสู่หายนะในอนาคตอันใกล้

สมมติว่ามี 100$ ในพอร์ต ออก order 0.03 แล้วโชคดีถูกทาง แต่เห็นว่าไหน ๆ เราก็ถูกทางแล้ว 0.03 ได้กำไรนิดเดียวเอง ยังไม่พอค่า internet เลย ไหนจะเสียเวลามาเฝ้าอีก เลยจัดหนักที่ order 5.0 ทันที พระเจ้าเข้าข้าง ถูกทางอีก กำไร 10$+ ... อัดเข้าไปอีก กำไร 20$+ ทีนี้แหละความลำพองเกิดขึ้นในใจทันที คิดว่าตัวเองมีความสามารถสูง ทำกำไรได้ง่ายเหลือเกิน ความกระหายกำไรเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ บางคนตื่นเต้นต้องประกาศให้ชาวโลกรู้ด้วยว่า “ฉันสามารถหาเงินได้ง่าย ๆ ไม่กี่นาทีมากกว่า 20$+ ต่อวัน” กันเลยทีเดียว

ลักษณะของเทรดเดอร์มือใหม่ จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามาดูกัน
เฝ้าหน้าจอแทบจะตลอดเวลา ไม่ต่ำว่า 12+ ชั่วโมง หากเป็นตลาด Binary Option วันเสาร์ – อาทิตย์สามารถเทรดได้ ก็จะเฝ้าอยู่เช่นนั้น หรือหากเป็นตลาด Forex ที่ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็ยังคงนั่งดูอยู่เช่นนั้น เพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าตลาดอีกครั้งในวันจันทร์ บางคนตี 4 ก็เปิดพอร์ตมาดูกันเลย

พยายามหาแหล่งข้อมูล หรือเทรดเดอร์ที่เก่ง ๆ หรือกลุ่มที่พูดคุยเกี่ยวกับ forex หรือ Binary Option เพื่อเก็บข้อมูลให้มากที่สุด และนำมาปรับใช้กับการเทรดของตนเองต่อไป โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับข้อมูลเหล่านี้

ต้องการที่จะรู้วิธีการทำกำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่มีความเกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาน้อยที่สุด แต่บอกตัวเองว่าต้องรู้ให้มากที่สุด

มองหาระบบเทพ ที่กูรูมักจะบอกว่า เค้าก็ใช้ระบบนี้ แต่คุณต้องผ่านเงื่อนไขบางอย่างก่อน จึงจะใช้ระบบนี้ได้ นักเทรดก็ใจอ่อนตามเค้าไปเพราะพอร์ตเค้าโชว์พอร์ตกำไรอยู่ตลอดเวลา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตัวนักเทรดเองอาจเคยผ่านมาแล้วทั้งหมด หรืออาจจะมีประสบการณ์ยิ่งกว่านี้ก็อาจเป็นได้ ถามว่า อะไรเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักเทรด overtrade กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ดีว่าตลาดเทรดค่าเงินก็ยังอยู่ให้เราเข้ามาประลองฝีมือ และทำกำไรกันได้แทบจะทุกวันในบางตลาด คำตอบก็คือ “ความโลภ” นักเทรดยังไม่สามารถเอาชนะความโลภในใจได้ นั่นก็หมายถึงนักเทรดขาดวินัยในการเทรดอย่างรุนแรง 

หากนักเทรดตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะทำกำไรเพียงวันละ 2-3% หากสามารถทำได้แล้วจะหยุด ก็ขอให้หยุดได้ตามนั้น มิใช่ว่าขยับเป้าหมายออกไปเรื่อย ๆ เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณมีความจำเป็นที่จะต้อง overtrade เข้าไปด้วย และอารมณ์ ณ ขณะนั้น หากผิดทางขึ้นมาแล้วละก็จะเรียกได้ว่าอาจจะกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว เพราะความอยากเอากำไร 2-3% นั่นคืนมา แต่ก็ทำได้ยากเสียแล้ว 

การมีวินัย เอาชนะความโลภได้ เป็นสิ่งสำคัญ 
การ overtrade หากไม่ชัวร์พอ ก็ไม่ต่างกับการพนัน ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

Time Frames ที่ชอบกับการเทรดที่ใช่




คำว่า “ Time Frames “ หรือ “ กรอบเวลา “ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่เทรดเดอร์ใช้ในการตัดสินใจเข้า order ซึ่งก็นำมาใช้กับทุก ๆ ตลาด ทั้ง forex option หรือหุ้น 

หากคุณมีความแม่นยำ ซึ่งต้องมั่นใจว่าได้ศึกษามาแล้วเป็นอย่างดี และชอบทำกำไรด้วยความรวดเร็ว ก็อาจจะเลือก TF1 – TF30 (แต่ย้ำ!! ว่าคุณต้องแม่นในระดับสูง) แต่หากคุณต้องการดูเทรนด์ให้แน่นอนว่าทิศทางไปทางไหนก่อนที่จะเข้า order ก็ให้ดูจากกรอบเวลา Day เป็นหลักก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเข้าใน TF เล็ก ๆ ต่อไป ก็จะทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่า ทิศทางเทรนด์ในวันนี้จะไปทางไหน จังหวะที่กราฟย่อตัวคุณก็จะไม่ตกใจจนเกินเหตุ ยกเว้นว่ามีข่าวแรง ๆ เข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้กราฟผิดทางไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

เรามาดูกันสักนิดในเรื่องของ Time Frames ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1.การเทรดระยะยาวหรือที่เราอาจจะเรียกว่าการลงทุน ซึ่งระยะเวลานี้จะใช้ช่วงเวลาในการเข้า order น้อยครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลานานมากกว่าจะปิด order ซึ่งอาจะหมายถึงมากกว่า 1 สัปดาห์ 1 หากเป็นตลาดหุ้นก็ถือกันเป็นปีเลยก็ได้ 

จุดเข้า order ของคนกลุ่มนี้จะมีความแม่นยำค่อนข้างสูง เพราะผ่านการเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน คือหากไม่เห็นสัญญาณก็จะไม่เข้า order เด็ดขาด ดังนั้นในระหว่างวันเค้าเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยสนใจมากนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะมีการย่อตัวของกราฟเกิดขึ้น และเค้าได้ money management เอาไว้เรียบร้อยแล้ว และหากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ cutloss ออกไป เริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน

การเข้า order ส่วนใหญ่จะเข้าในจังหวะที่กราฟเป็นเทรนด์ เมื่อมีกำไรก็อาจจะยังไม่ปิด order เพราะเห็นแล้วว่ากราฟจะไปต่อไปอีก แต่จังหวะที่กราฟย่อตัวลงมา ก็จะเปิด order ซื้อเข้าไปอีก เพราะหวังทำกำไรไปจนเกือบสิ้นสุดเทรนด์ จึงทำให้คนกลุ่มนี้สร้างกำไรได้มากอย่างน่าอัศจรรย์ 

แต่..ช้าก่อน ไม่ได้เทรดกันได้ง่าย ๆ เลย ณ จุด ๆ นี้ เพราะกว่าจะดูเทรนด์ออก กว่ากราฟจะเป็นเทรนด์ พวกเค้าต้องอดทนเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน แต่หากทำสำเร็จก็ถือว่าเป็นจุดทำกำไรที่ดีงามทีเดียว

2.Swing Trading ระยะนี้เป็นระยะกลาง ๆ อาจจะถือ order ไว้มากกว่า 1 วัน แต่จะไม่ถือข้ามสัปดาห์เพราะเป็นห่วงในเรื่องของ gab ของการเปิดตลาดในวันจันทร์ที่เอาแน่นอนไม่ได้ หากถูกทางก็ถือว่าโชคดีมีกำไร หากผิดทางแล้วเงินในพอร์ตมีไม่พอ ก็อาจทำให้ล้างพอร์ตเอาดื้อ ๆ ได้เลย อีกอย่างบางคนเตรียมความพร้อมโดยการตั้ง stop loss ไว้ แต่พอเกิด gab ข้ามเส้น stop loss ไป ทำให้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย (ส่วนนี้เกิดขึ้นกับตลาด forex เป็นส่วนใหญ่ เพราะตลาดปิดเสาร์ – อาทิตย์) 

เทรดเดอร์กลุ่มนี้จะสามารถเปิด order ได้บ่อยครั้ง มากกว่ากลุ่มแรก กรอบเวลาที่ใช้ก็จะขยับมาเป็น H1-H4 แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูเทรนด์ Day ก่อนที่จะเปิด order ด้วยเช่นกัน การปิด order ก็จะปิดเร็วขึ้นกว่าด้วย หากเค้าเห็นว่ามีกำไรพอสมควรแล้วก็จะปิดทันที แล้วหาจังหวะเข้าทำกำไรใหม่ ซึ่งข้อดีคือพวกเค้าจะสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรัดกุมมากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้พลาดแนวโน้มครั้งใหญ่ไปได้เหมือนกัน

3.Day Trading เป็นของชอบสำหรับนักเทรดรุ่นใหม่ พวกเขามักใช้กรอบเวลาเล็ก ๆ ในการเทรด วัดกันเป็นรายนาที หรือชั่วโมงเลยทีเดียว แต่นักเทรดรุ่นเก๋าก็ใช้ร่วมด้วยเช่นกันเพราะมีความชำนาญในการดูราคามาเป็นเวลานาน เค้าจะมองออกว่า หากราคาขึ้นไปถึงตัวเลขนี้ จะย่อลงมาก่อนแล้วจะเด้งขึ้นไปอีกที เค้าก็จะหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่กราฟย่อเพื่อทำกำไรในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

นักเทรดกลุ่มนี้จะสามารถสร้างกำไรได้พอสมควรไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป และอยู่ในกรอบของคำว่า “ต้องไม่ overtrade” ด้วย หากเกิดการขาดทุนขึ้นมาก็ไม่เสียหายมากเท่าไร ความเสี่ยงจากการถือสถานะไว้ข้ามคืนก็ไม่มีด้วยเช่นกัน ก็เป็นการเทรดจบเวลาอันรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละกรอบเวลามีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป หากเทรดเดอร์พิจารณาแล้วว่าต้องการเทรดทุกช่วงเวลา เพื่อทดสอบความสามารถหรือเหตุผลใดก็ตาม ก็ควรแยกพอร์ตออกไปให้ชัดเจน เพื่อจะได้ประเมิณตนเองได้ดีกว่าที่จะนำทั้ง 3 กรอบเวลามารวมกัน จะทำให้สรุปผลยากมากขึ้น

money management





การจัดการการเงิน นักเทรดรุ่นพี่หรือนักเทรดที่อยู่ในตลาด Binary Option หรือตลาด Forex มาสักระยะหนึ่ง จะพยายามบอกนักเทรดรุ่นใหม่อยู่เสมอว่า money management เป็นสิ่งสำคัญมากที่ควรให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีการพูดถึงเรื่อง “กำไร” กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้นักเทรดรุ่นใหม่คิดว่าทำเงินได้ง่าย ๆ จึงทำให้คนทั่วไปคิดว่า money management ไม่ค่อยสำคัญ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมีความสำคัญมากกว่าการใช้ระบบเทพ ๆ ด้วยซ้ำไป 

เข้าใจว่า ทุกคนต้องการมีรายได้ อยากรวยเร็ว ๆ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ากำลังเดินอยู่บนความเสี่ยงแต่ก็ยังยอม คุณรู้หรือไม่ว่า คุณตกม้าตายตั้งแต่เริ่มแล้ว หากคุณนำเงินพ่อแม่มาใช้ในการเทรด หรือนำเงินค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาใช้คุณก็แพ้แล้วหละ เพราะคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าการลงทุนครั้งนี้มันจะทำ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ให้กับคุณ และใจคุณไม่นิ่งพอที่จะรับผลขาดทุนได้เลยด้วยซ้ำไป ความคาดหวังที่คุณหมายมั่นปั่นมือมาก ๆ ว่าจะต้องได้กำไรอย่างแน่นอนกลับเข้ามาบดบังอันตรายไปซะหมด 

ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครบอกคุณได้ สิ่งที่จะช่วยคุณได้บ้างก็คือ การเทรดไปตามระบบที่คุณได้ศึกษามาแล้วเป็นอย่างดี และยอมรับให้ได้ว่าไม่มีระบบที่ไหน 100% หากขาดทุน คุณจะสามารถยอมรับมันได้ และพร้อมลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เพราะเงินทุนคุณยังพอมีให้พัฒนาทักษะในการเทรดได้ต่อไป

คุณจะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวทันทีที่คุณลงมือเทรด แล้วผลไม่เป็นไปตามที่คุณคาดคิด เพราะเจ้าเงินร้อนนี่แหละ เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าทำไมตลาดถึงอยู่ได้ และมีนักเทรดเพียง 10% เท่านั้นที่ยังทำกำไรได้เรื่อยๆ เพราะนักเทรดเงินร้อนนำเงินทุนมาละลายกับตลาด ตลาดก็นำเงินร้อนเหล่านั้นไปจ่ายให้กับนักเทรดเงินเย็น เท่านั่นเอง เป็นไงกันบ้างหละแบบนี้แล้วยังอยากรวยเร็วกันอยู่อีกหรือไม่

แต่อย่าได้กังวลมากเกินไป ทุกตลาดและทุกโบรคเกอร์ แม้แต่ ตลาด Binary Option หรือ ตลาด Forex เอง ก็มีระบบ demo ให้คุณได้ทดลองก่อน คุณสามารถทดสอบได้จนกว่าคุณจะมั่นใจ หลาย ๆ คนมักจะบอกว่าเทรดเงินจริงไปเลย เงินจริงกับเงินปลอมให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน คุณอาจจะทำกำไรกับ demo ได้อย่างมากมาย แต่พอมาลงเงินจริงกลับขาดทุนสบั้นหั่นแหลก

ผู้เขียนขอเห็นต่างสักนิด ที่เลือกทดสอบตลาดก่อนด้วย demo เพราะมันเป็นการฝึกวินัย ฝึกการใช้ระบบ ฝึกการใช้อินดิเคเตอร์ และที่สำคัญฝึกการวางแผนในการเทรด เราต้องคิดเสมอว่านี่คือเงินจริงไม่ใช่เงินปลอม แล้วเข้าเทรดไปตามสัญญาณนั้น จากนั้นก็จดทุกครั้งหลังจบการเทรด ว่าเรากำไรหรือขาดทุน แล้วหัดวิเคราะห์ตามด้วยว่าผลที่ได้มานั้นเรายังขาดทักษะด้านใดไปบ้าง ทำเช่นนี้เป็นประจำต่อเนื่อง แล้วกำหนดเวลาไว้เลยว่าเราจะทดสอบกี่เดือน จึงจะลงสนามจริง

ยังไม่ต้องรีบรวย รีบจน พัฒนาตนเองให้มีทักษะในการเทรดให้ได้ก่อน หากผลการใช้ระบบที่เราสร้างไว้เป็นที่น่าพอใจ รวมถึงการจัดการการเงินที่ลงตัว จะลงสนามเมื่อไรก็สุดแล้วแต่นักเทรดเลยก็แล้วกัน

Exness